25 February, 2016
Share
shares
แชร์บทความนี้บน:

จากการที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องมาพักใหญ่ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถยนต์ทั่วไปที่ไม่ได้ใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ และทำให้มีปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงนี้

น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในบ้านเรานั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ทั้งดีเซล,เบนซิน และแก็สโซฮอล์ แถมยังมีตัวเลขบอกค่าอะไรไม่รู้อีกเพียบ  เช่น 91,95 E10,E20 และ E85 คำถามคือแล้วเราควรเติมน้ำมัน E ไหน? ต้องเป็นเบนซินหรือแก็สโซฮอล์เท่าไหร่จึงจะเหมาะกับรถที่ใช้อยู่กันแน่

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภทกันก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานให้รู้ว่าน้ำมันแบบไหนเหมาะกับรถยนต์แบบใด ซึ่งน้ำมันแต่ละประเภทนั้นจะมีส่วนผสมและคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไปดังนี้

ประเภทของน้ำมันเชื้อเพลิง

1.เบนซิน ออกเทน 95 ถือเป็นน้ำมันคุณภาพที่ดีที่สุดและแพงที่สุด ตัวเลข 95 คือ ”ค่าไอโซออกเทน” หรือ “ค่าออกเทน” ที่ผสมอยู่ในน้ำมันอยู่ 95% สารออกเทนมีคุณสมบัติในการเผาไหม้ได้ดี ให้กำลังของการจุดระเบิดสูง แถมยังช่วยป้องกันการน็อคของเครื่องยนต์ได้ดี  ทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้สมบูรณ์ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว น้ำมันชนิดนี้รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิงสามารถเติมได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ไม่มีส่วนผสมของ เอทิลแอลกอฮอล์อยู่เลย

2.เบนซิน ออกเทน 91 จะเป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของค่าออกเทนอยู่ 91% น้ำมันชนิดนี้ รถทุกคันอาจจะสามารถใช้ได้ ยกเว้นรถที่มีระบุไว้ว่า เติมได้เฉพาะน้ำมันชนิดเบนซินออกเทน 95 เท่านั้น ซึ่งหากเราฝืนเติมออกเทน 91 อาจมีอาการเครื่องยนต์สะดุด เดินเบาไม่เรียบ ซึ่งรถสามารถวิ่งได้แต่จะตอบสนองได้ไม่ดีเท่าออกเทน 95

3.แก็สโซฮอล์ 95 (E10) คือน้ำมันเบนซินพื้นฐานออกเทน 95 ผสมกับเอทานอลในอัตราส่วน  เบนซินพี้นฐาน 9 ส่วน : เอทานอล 1 ส่วน น้ำมันชนิดนี้หากรถที่ไม่มีระบุว่าสามารถใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 95  ได้ ก็ไม่สมควรที่จะใช้ เพราะจะเกิดการกัดกร่อนจากเอทิลแอลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ท่อยาง, โอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง หรือหัวฉีดเกิดการรั่วได้ สมรรถนะการขับขี่ตอบสนองได้เร็วเทียบเท่ากับน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ไม่เหมาะสำหรับรถที่มีการจอดทิ้งเอาไว้นานๆ เกินกว่า 1 เดือนขึ้นไป เพราะเกิดการระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดขึ้น และมีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้

 

 

4.แก็สโซฮอล์ 91 (E10) คือน้ำมันเบนซินพื้นฐานออกเทน 91 ผสมกับเอทานอล ในอัตราส่วน  เบนซินพี้นฐาน 9 ส่วน : เอทานอล 1 ส่วน น้ำมันชนิดนี้ หากรถที่ไม่มีระบุว่า สามารถใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 91  ได้ ก็ไม่สมควรที่จะใช้เพราะจะเกิดการกัดกร่อนจากเอทิลแอลกอฮอล์ และจะมีผลแบบเดียวกับน้ำมันในข้อที่ 3 และมีข้อสังเกตุง่ายสำหรับรถที่ระบุว่าสามารถเติมน้ำมันแก็สโซฮอลล์ ออกเทน 91 ชนิดนี้ได้   น้ำมันจากข้อที่ 1-3 สามารถนำมาเติมได้ทั้งหมด แต่ไม่เหมาะสำหรับรถที่มีการจอดทิ้งเอาไว้นานๆ เกินกว่า 1 เดือนขึ้นไป เพราะเกิดการระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดขึ้น และมีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้ ข้อดีของน้ำมันชนิดนี้คือ ราคาน้ำมันจะย่อมเยาลงมา

5.แก็สโซฮอล์ E20 คือน้ำมันที่มีเอทานอลผสมอยู่ 20% เบนซิน 80% น้ำมันอี20 จะมีออกเทนไม่ต่ำกว่า 95 จะต้องใช้กับรถยนต์ที่ผลิตในปี 2551 โดยสอบถามรุ่นรถยนต์จากบริษัทผู้ผลิตก่อน หากรถที่ไม่ระบุคำว่า ใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E20  ได้ ห้ามนำมาเติมเด็ดขาด เพราะเอทิลแอลกอฮอล์ จะกัดกร่อนทำให้ ท่อยาง, โอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง หรือหัวฉีดเกิดการรั่ว  และส่งผลเสียหายเร็วขึ้น เครื่องยนต์จะเร่งไม่ขึ้น มีการสะดุด สตาร์ทติดยาก ไม่เหมาะสำหรับรถที่มีการจอดทิ้งเอาไว้นานๆ เกินกว่า 1 เดือนขึ้นไป เพราะจะเกิดการระเหยของน้ำมันเชื้อเพลิง และมีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้ แต่ถ้าหากรถคุณมีระบุอย่างชัดเจนที่คุ่มือการใช้รถ หรือที่ฝาถังว่าสามารถใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E20 ได้จึงจะสามารถเติมได้

6.แก็สโซฮอล์ E85 คือน้ำมันที่มีเอทานอลผสมอยู่ 85% เบนซินผสมอยู่ 15% น้ำมันชนิดนี้ต้องใช้กับรถยนต์ที่ผลิตมาโดยเฉพาะ ได้แก่ FFV หากรถที่ไม่ระบุว่า ใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E85 ได้ ห้ามนำมาเติมเด็ดขาด และจะเป็นอันตรายสุดๆ เพราะเอทิลแอลกอฮอล์ จะกัดกร่อนทำให้ ท่อยาง, โอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง หรือหัวฉีดเกิดการรั่ว  และส่งผลความเสียหายเร็วขึ้น เครื่องยนต์จะเร่งไม่ขึ้น สะดุด สตาร์ทติดยาก และอาจจะทำให้สตาร์ทไม่ติดในลำดับต่อมา แต่ถ้าหากรถคุณสามารถใช้ได้ มีระบุอย่างชัดเจนที่คู่มือการใช้รถหรือที่ฝาถังให้ใช้น้ำมันแก็สโซฮอลล์ E85 ได้ หากชอบประหยัดในการเติมน้ำมัน  ไม่เน้นขับรถแบบแรงๆ  เติมได้เลยครับไม่มีปัญหาตามมา และยังสามารถเติมน้ำมันตั้งแต่ข้อ 1-5  ได้อีกด้วยจุดเด่นของ E85 คือสมรรถนะมีความใกล้เคียงกับออกเทน 95 ในราคาที่ถูกกว่ามาก แต่ข้อเสียคือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 มีผลให้รถยนต์เปลืองน้ำมันมากขึ้น เอทานอลบริสุทธิ์ให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดาประมาณ 23%

เมื่อรู้จักประเภทของน้ำมันกันไปแล้ว ทีนี้วิธีการเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะกับรถคุณนั้น ให้ดูจากคู่มือประจำรถหรือสังเกตุดูที่ด้านในของฝาถังน้ำมันซึ่งจะมีสติกเกอร์บอกประเภทน้ำมันที่สามารถเติมได้ติดเอาไว้ เช่น เบนซินออกเทน 91 หรือ แก๊สโซฮอล์ E10 และ E20 ขึ้นไปนั้น แสดงว่ารถคันนี้เติมได้ตั้งแต่ เบนซิน 95 และ 91 ไปจนถึง แก็สโซฮอล์ E20  แต่จะเติม E85 ไม่ได้ เป็นต้น ส่วนรุ่นที่ระบุว่า E85 นั้นจะสามารถเติมน้ำได้ตั้งแต่ เบนซิน 95 ไปจนถึง E85 ถ้ายังงงให้ลองดูจากประเภทของน้ำมันด้านบน ถ้ารถที่ระบุประเภทที่ 6 คือ E85 ก็จะเติมได้ตั้งแต่ 1-6 แต่ถ้าระบุไว้ที่ประเภทที่ 5 คือ E20  ก็จะเติมได้ตั้งแต่ประเภทที่ 1-5 นั่นเอง

การเลือกประเภทน้ำที่ไม่เหมาะสมนั้นจะมีผลต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์ คราวนี้เมื่อเข้าปั๊มก็อย่าลืมเติมน้ำมันให้ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพในการที่สมบูรณ์และช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับรถคุณได้อีกด้วย

เพราะเรารู้ว่าคุณรักรถมากแค่ไหน “รู้ใจ” จึงให้คุณเลือกซ่อมได้ตามอู่ซ่อมรถยนต์แนะนำของรู้ใจดอทคอม พร้อมรับประกันงานซ่อม นานสูงสุดถึง 12 เดือน เช็คเบี้ยวันนี้ และซื้อประกันภัยชั้น 1 รับฟรี! บัตรเติมน้ำมัน ปตท. 500 บาท

โทร 02 117 2222

แชร์บทความนี้บน: