25 March, 2016
Share
shares
แชร์บทความนี้บน:

เกาะกระแสรักษ์โลกกับ รถปลั๊กอินไฮบริด

เห็นข่าววงการรถยนต์เมืองนอกเมืองนาเค้าใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากันเต็มท้องถนนก็อดอิจฉาไม่ได้ เพราะในบ้านเรายังไม่เห็นวีแววว่าเมื่อไหร่จะได้ใช้กันสักที เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งไปคิดไกลขนาดนั้น ถ้าเป็นรถปลั๊กอินไฮบริด PHEV (Plug-in Hybrid) อันนี้น่าจะใกล้ความจริงมากกว่า

ที่พูดมาไม่ได้จะประชดประชันใครใดๆ ทั้งสิ้น แต่จากกระแสของยานยนต์แบบ Plug-in Hybrid ในบ้านเราที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ จะเห็นได้จากบรรดาค่ายรถยนต์หรูในบ้านเราที่ต่างขนเอายนตกรรมรักษ์โลกแบบเสียบปลั๊กมาเปิดตัวกันอย่างคึกคัก ซึ่งก่อนจะไปดูว่ามีรุ่นไหนที่น่าสนใจบ้าง..เรามาทำความรู้จักกับรถปลั๊กอินไฮบริดกันก่อนว่ามันแตกต่างจากรถแบบไฮบริด หรือรถพลังงานไฟฟ้าแบบ 100% EV (electric Vehicle) อย่างไร


รถยนต์แบบ Plug-in Hybrid คือรถที่ใช้น้ำมัน และไฟฟ้าร่วมกันเป็นตัวขับเคลื่อน และสามารถเสียบปล๊กชาร์จไฟฟ้าได้แบบรถไฟฟ้า EV ส่วนรถแบบ Hybrid จะใช้น้ำมัน และไฟฟ้าร่วมกัน แต่ไม่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้า เช่น Toyota Prius และสุดท้ายรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว โดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นหลัก ไม่มีเครื่องยนต์และไม่ต้องเติมน้ำมัน ตัวอย่างเช่น Nissan Leaf และ Mitsubishi i-MiEV  เป็นต้น

ข้อดีของรถปลั๊กอิน ไฮบริด นอกจะประหยัดแล้ว สมรรถนะยังจัดจ้านน้องๆรถซุปเปอร์คาร์เลยทีเดียว ด้วยแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วทันทีที่กดคันเร่งโดยไม่ต้องรอรอบเหมือนกับเครื่องยนต์ปกติ อีกทั้งยังวิ่งด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวที่ความเร็วกว่า 100 กม./ชม. ในระยะทางไกลกว่าทั้งแบบ Hybrid และ EV เพราะมีมอเตอร์และแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่กว่า เรียกว่าทั้งแรงทั้งประหยัดสุดๆ


จากจุดเด่นที่ว่ามาคงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าทำไม ทั่วโลกถึงให้ความสนใจกับรถปลั๊กอินไฮบริดกันมากขึ้น รวมถึงค่ายรถยนต์หรูในบ้านเราที่เริ่มทะยอยเปิดตัวยนตกรรมแบบปลั๊กอิน ไฮบริด กันอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่ายรถสปอร์ตหรู ปอร์เช่ ที่ชิงทำตลาดและเปิดตัวรถหรูเวอร์ชั่นเสียบปลั๊กเป็นเจ้าแรกก่อนใครในบ้านเราตั้งแต่ปี 2013 กับ Panamera S E-Hybrid ซึ่งขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง V6 3.0 ลิตร 333 แรงม้า มอเตอร์ไฟฟ้า 95 แรงม้า กำลังสูงสุดรวม 416 แรงม้า พร้อมแรงบิด 590 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 5.5 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 270 กม./ชม. ราคา 10.25 ล้านบาท


ตามด้วย SUV ตัวแรง Porsche Cayenne S E-Hybrid มาพร้อมเครื่องยนต์บล็อกเดียวกับ Panamera S e-hybrid ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Tiptonic S 8 สปีด พร้อมกับขับเคลื่อนสี่ล้อ ส่วนแบตเตอรี่เป็นแบบ Li-ion ความจุ 75 แอมป์ วิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้ระยะทางสูงสุด 36 กิโลเมตร ประหยัดน้ำมันที่ 29.4 กม./ลิตร ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 243 กม./ชม. ราคา 7.99 ล้านบาท

แต่คันที่เป็นหลายคนจับตามองมากที่สุด นั่นคือรถสปอร์ตคูเป้แบบปลั๊กอินดีไซน์สุดล้ำจากค่ายใบฟัดสีฟ้าอย่าง BMW i8 ซึ่งโชว์เหนือด้วยการใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดรวม 362 แรงม้า พร้อมตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเพียง 1,490 กก. ที่ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม.ด้วยเวลาเพียง 4.4 วินาที แถมยังประหยัดได้ถึง 40 กม./ลิตร


ซึ่งนอกจาก i8 แล้วบีเอ็มดับเบิ้ลยูยังเปิดตัวรถไฟฟ้าฉบับคอมแพ็คอย่าง BMW i3 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ที่ใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 170 แรงม้า เป็นตัวขับเคลื่อนซึ่งทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ที่ 7.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 150 กม./ชม. ราคา 11.899 ล้านบาท


BMW i3 มีให้เลือก 2 รุ่น คือรุ่นมาตรฐานซึ่งใช้แบตเตอรี่ขนาด 22 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 130-160 กม./ชม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง กับรุ่นที่มีเครื่องยนต์ขนาด 650 cc.ให้กำลัง 34 แรงม้า สำหรับปั่นกระแสไฟฟ้าสู่แบตเตอรี่เพิ่มเติม และทำให้วิ่งได้ไกลขึ้นถึง 300กม.เลยทีเดียว


นอกจากนี้ยังมีรุ่นใหญ่อย่าง BMW X5 eDrive 40d เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในไลน์ของ SUV แบบปลั๊กอินที่มากับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เจ้าของรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม 3 สมัย ให้กำลังสูงสุดรวม 313 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 6.8 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม. แถมยังประหยัดได้ถึง 31.3 กม./ลิตร  ซึ่งบีเอ็มเคาะราคาไว้ที่ 5.399 ล้านบาทเท่านั้น

ปิดท้ายกับค่ายตราดาว Mercedes-Benz ที่เพิ่งเปิดตัวรถ PHEV พร้อมกัน 2 รุ่นคือ C350e ค่าตัวเริ่มต้นที่ 2.99 – 3.34 ล้านบาท สำหรับตัว 4 ประตู และ 3.69 ล้านบาท ในรุ่น Estate AMG Dynamic ส่วนรุ่นใหญ่อย่าง S500e ค่าตัวอยู่ที่ 6.39 ล้านบาทในรุ่น Exclusive และ 6.99 ล้าน สำหรับ รุ่น AMG Premium


โดย C350e จะมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1,991 ซีซี กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ที่ 5.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.


ส่วน S500e นั้นขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแบบวี 6 สูบ 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุดที่ 333 แรงม้า พร้อมแรงบิด 480 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ที่ 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. พร้อมด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาดความจุ 8.7 กิโลวัตต์ ที่ชาร์ตไฟให้เต็มด้วยเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 31 กม.

 

 

เป็นไงบ้างครับกับกระแสของรถพลังงานลูกผสมแบบเสียบปลั๊กในบ้านเรา ถึงแม้งานนี้จะมียังไม่มีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดแบบรากหญ้าราคาหลักแสนมาให้ชาวไทยเชยชมกันก็ตาม แต่นี่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีบนเส้นทางสายรักษ์โลกซึ่งเริ่มมีเค้ารางให้เราได้รอกันต่อแบบมีหวังมากยิ่งขึ้น

Photo Credit www.netcarshow.com

เพราะเรารู้ว่าคุณรักรถมากแค่ไหน “รู้ใจ” จึงให้คุณเลือกซ่อมได้ตามอู่ซ่อมรถยนต์แนะนำของรู้ใจดอทคอม พร้อมรับประกันงานซ่อมนานสูงสุดถึง 12 เดือน คลิกเช็คเบี้ย! และซื้อประกันภัยชั้น 1 รับฟรี! บัตรเติมน้ำมัน ปตท. 500 บาท

โทร 02 117 2222

แชร์บทความนี้บน: