Roojai

เจาะลึก! รถยนต์ยอดนิยมของคนแต่ละเจเนอเรชั่น

เจเนอเรชั่น | รถยอดนิยม | ประกันรถยนต์ | รู้ใจ

รถยอดนิยม เรื่องราวที่ยังเป็นหัวข้อในการพูดคุยในทุกยุคทุกสมัย เรียกว่าตั้งแต่เริ่มมีรถยนต์ออกมาใช้งานถึงปัจจุบัน มีการผลิตและพัฒนารถออกมาในหลายรูปแบบซึ่งในแต่ละช่วงเวลานั้นมีความนิยมของรถแต่ละรุ่น แต่ละชนิดที่แตกต่างกันออกไป รู้ใจขอพาคุณขึ้นไทม์แมชชีนย้อนอดีตไปนั่งรถยอดนิยมแล้วเดินทางสู่ปัจจุบันพร้อม ๆ กัน

ถอดรหัสความนิยมของคนแต่ละรุ่น ผ่านรถยอดนิยมในแต่ละยุค

หลังจากที่โลกของเราได้เปลี่ยนยุคจากรถม้ามาสู่การใช้รถยนต์เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว การออกแบบรถก็เริ่มเป็นเทรนด์มากขึ้น เกิดเป็นดีไซน์รถใหม่ ๆ ในแบบต่าง ๆ จนกลายเป็นกระแสรถยอดนิยมในแต่ละยุค ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็มีความนิยมแตกต่างกันไป โดยเหตุผลที่รถรุ่นใดรุ่นหนึ่งได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้นเป็นพิเศษ เพราะมีไลฟ์สไตล์ในแต่ละยุคเป็นตัวกำหนดรูปแบบการใช้งานและการออกแบบรถนั่นเอง อย่างช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี 2490 เป็นต้นมา ชายไทยทุกคนต้องหารถจี๊ป WILLEY หรือ Land Rover เอาไว้ใช้งานสักคัน เพราะนั่นคือสัญลักษณ์ของชีวิตที่เป็นอิสระ รักความท้าทาย การผจญภัยจึงทำให้รถกลุ่มนี้ขายดีเป็นพิเศษในช่วงเวลานั้น

Land Rover | รถยอดนิยม | รู้ใจ

ปัจจุบันนี้มีการแบ่งแยกเจเนอเรชั่นกันมาแล้วถึง 4 เจน ในแต่ละเจนมีความชอบในเรื่องของรถที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งรถยอดนิยมรุ่นต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้

รถยอดนิยมแห่งยุค Baby Boomer

ยุค Baby Boomer หรือยุคของคุณปู่ย่าตายายของเราเป็นยุคของเด็กที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปีพ.ศ. 2489 – 2507 สภาพสังคมกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เน้นไปยังการทำงานและการสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงให้กับตัวเอง ดังนั้นสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่มุ่งหน้าค้นหาคืออะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวเองดูดี มีฐานะมากกว่าใคร ๆ นั่นเองจึงทำให้เรื่องของการมีบ้าน มีรถ กลายเป็นเหรียญตราแห่งความสำเร็จที่คนกลุ่มนี้คิดถึง

สำหรับรถยอดนิยมของกลุ่มนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับแบรนด์รถจากยุโรปเป็นหลัก อย่าง BMW Benz Volvo Opel หรือ โฟลก์ สวาเกน หากเป็นครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง อาจเลือกใช้รถ Ford หรือ Mini Austin เป็นต้น  โดยรถเหล่านี้อาจไม่ได้มีดีไซน์ที่เลิศหรูมากนัก เรียกว่า ขอให้มีรถก็พอก็เรียกว่าได้ว่าประสบความสำเร็จล้ำหน้ายิ่งกว่าใครแล้ว สำหรับรถที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในช่วงเวลานั้นได้แก่ Renault R9 R19 หรือ Citroën (ซีตรอง) DS CX BX เป็นต้น

Opel | ประกันรถยนต์ | รู้ใจ

รถยอดนิยมแห่งยุค Gen X

ยุคของคุณลุงคุณป้าเรานั่นเอง โดยการแบ่งยุคคนกลุ่มนี้ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2508-2522 เป็นเกณฑ์ คนที่เกิดในยุคนี้จะมีลักษณะนิสัยของคนยุค Baby boomer มาไม่น้อย นั่นคือ การสร้างสรรค์หน้าตาและความมั่งคั่งต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด แต่ถึงแบบนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ รสนิยมในการเลือกรถนั้นเริ่มให้ความใส่ใจกับดีไซน์มากกว่าแต่ก่อนแล้ว

ในช่วงวัยของ Gen X เป็นช่วงเวลาของรถญี่ปุ่น อย่างนิสสัน โตโยต้า ฮอนด้า หรือ มาสด้า เพราะรถญี่ปุ่นมีราคาที่ไม่แพงมากหากเทียบกับรถยุโรป แต่ด้วยราคาที่สบายกระเป๋า สามารถจัดหาได้ง่าย รถเหล่านี้กลายเป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับ Gen X ซึ่งความคุ้นเคยเช่นนี้ส่งผลต่อความติดกับแบรนด์และยี่ห้อ คนกลุ่มนี้จึงยังคงเลือกซื้อรถแบรนด์เดิมที่ตัวเองคุ้นเคยจนกระทั่งปัจจุบัน ดังนั้นรถ Toyota Camry, Toyata Vios หรือ Honda Civic ยังคงเป็นรถที่มีการผลิตออกมาในชื่อนี้อยู่เสมอ แม้ว่ารูปโฉมภายนอกจะถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

Camry | ประกันรถยนต์ | รู้ใจ

รถยอดนิยมแห่งยุค Gen Y

สำหรับคนในวัยนี้เริ่มมีความรู้สึกว่าชีวิตที่มุ่งหน้าทำงานหาเงินไม่ใช่ชีวิตแห่งความสุขซะแล้ว เริ่มคิดมองหาความเป็นอิสระให้กับตัวเอง เป็นที่มาของการชอบอะไรใหม่ ๆ ไม่ซ้ำแบบใคร จนกลายเป็นภาระหนักของค่ายรถต่าง ๆ ที่ต้องผลิตรถรุ่นใหม่ให้มีความโดดเด่นสะดุดตาไม่น่าเบื่อให้กับคนยุคนี้ การออกรถในรูปแบบ Limited Edition จึงเกิดขึ้น เพียงแค่ความเหนือกว่า โดดเด่นกว่า อุปกรณ์ครบครันมากกว่า ก็สามารถครองใจคนรุ่นนี้ได้ไม่ยาก

อีกทั้งความชอบในการใช้งานแบบอเนกประสงค์ ทำให้รถSUV ขนาดเล็กเริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งของตลาดมากขึ้น เพราะคนรุ่นนี้ที่รักอิสระและหลายคนมีอาชีพของตัวเอง การเดินทางที่สมบูรณ์พร้อมเปลี่ยนสถานะจากรถทำงานกลายเป็นรถท่องเที่ยวจึงเป็นฟังก์ชันสำคัญสำหรับคนในยุคนี้ ดังนั้น รถยนต์อเนกประสงค์จึงจัดเป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ หรือรถที่มีขนาดใหญ่พอประมาณสามารถใส่ของต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของคนกลุ่มนี้  ตัวอย่างของรถยอดนิยมที่มีการกล่าวถึงกันอยู่เสมอ ได้แก่ Honda CR-V, Mazda 3 Toyota Vios รูปโฉมใหม่ เป็นต้น

รถ suv | ประกันรถยนต์ | รู้ใจ

รถยอดนิยมแห่งยุค Gen Z หรือ Gen Me

กลุ่มคนที่เกิดในช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา คนกลุ่มนี้มีความชัดเจนในเรื่องของการทำงาน ไม่ต้องการทำงานที่อยู่ในกรอบอีกต่อไป มุ่งหาความสนุกสนานก้าวหน้าพร้อมกับความทันสมัยอยู่เสมอ จึงเป็นเหตุให้รูปแบบการใช้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป เน้นการอยู่คนเดียว ไม่มีครอบครัว สร้างทุกอย่างที่พอเหมาะกับชีวิตของตนเองเท่านั้น

ดังนั้น รูปแบบการเลือกรถของคนรุ่นนี้จะเน้นที่ความสะดวกสบาย ความกะทัดรัด และความประหยัด อีกทั้งการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เป็นตัวกำหนดให้ใช้รถเน้นความรวดเร็ว ฉับไว รถขนาดจิ๋วเครื่องยนต์พลังไม่สูงเลยเข้ามาตีตลาดของคนยุคใหม่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งปัจจัยสำหรับการเลือกรถของคนยุคนี้คือการเน้นประโยชน์ใช้สอย และความคุ้มค่า การภักดีต่อแบรนด์เหมือนคนยุค Gen X ที่ผ่านมาไม่มีอีกต่อไป พวกเขาเลือกรถด้วยการค้นหาข้อมูล มองหาสเปครถที่ใช่สำหรับตนเอง โดยไม่สนว่าจะต้องเป็นยี่ห้อไหน มาจากค่ายรถไหน เราจึงได้เห็นยี่ห้อรถใหม่ ๆ เข้ามาในท้องตลาดรถของประเทศไทยเป็นจำนวนมาก อย่างรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของค่าย VOLT NETA MG หรือรถจากค่าย GWM กลายเป็นรถที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น

MG | ประกันรถยนต์ | รู้ใจ

ไม่ว่าเจนไหนประกันรถยนต์ก็ขาดไม่ได้เลย !

การเลือกรถยอดนิยมของคนแต่ละ Generation  แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือรถยนต์มีการผลิตคิดค้นพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ มามากเท่าไหร่ แต่ถ้าคนรุ่นเหล่านั้นยังมีความคุ้นเคยกับรูปแบบรถที่ตนเองใช้งานก็จะยังคงเป็นรถที่ได้รับความนิยม และสิ่งที่ต้องมีควบคู่กับรถเสมอคือ การประกันรถยนต์ ที่ให้ความคุ้มครองรถในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรถของ Gen ไหน การมีประกันภัยสำหรับรถยนต์จะสร้างความอุ่นใจให้กับทุกคนได้อย่างแน่นอน หากมองหาประกันรถยนต์ระดับคุณภาพ รู้ใจ ประกันออนไลน์ ช่วย Save ค่าเบี้ยประกันสูงสุด 30% ผ่อนสบาย 10 งวด มีอู่ซ่อมและศูนย์ซ่อมในเครือทั่วไทย รับประกันงานซ่อมนานถึง 12 เดือน

สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมถึงประกันภัยออนไลน์ต่าง ๆ จากรู้ใจได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือคลิกที่นี่เพื่อเพิ่มเราเป็นเพื่อนใน LINE ได้เลย (Official Line ID: @roojai)

Roojai

รถบิ๊กไบค์ มีกี่ประเภท ? แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ ?

บิ๊กไบค์ | มอเตอร์ไซค์ | รู้ใจ

รถบิ๊กไบค์ นับเป็นรถจักรยานยนต์ที่ทุกคนต่างอยากได้มาไว้ในครอบครองสักคัน ถือเป็นถ้วยรางวัลแห่งความสำเร็จของชีวิตก็ว่าได้ แต่ในปัจจุบันนี้ ความฝันที่จะไขว่คว้าบิ๊กไบค์มาครองไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย ด้วยราคาที่ปรับระดับลงมา รวมทั้งโชว์รูมหลากหลายแห่งมาเปิดตัวในประเทศไทย ทำให้ราคาบิ๊กไบค์ในตอนนี้ปรับลงมามาก แต่คำถามสำคัญก่อนการซื้อบิ๊กไบค์คือ รถบิ๊กไบค์ มีกี่แบบ และแบบไหนถึงจะใช่สำหรับคุณ รู้ใจขอช่วยคุณหารถบิ๊กไบค์คันโปรดของคุณว่าเป็นแบบไหน ไปดูกันเลย

รถบิ๊กไบค์มีกี่แบบ ?

รถบิ๊กไบค์มีกี่แบบ เป็นคำถามเริ่มต้นสำหรับผู้ที่กำลังจะเข้าสู่วงการรถจักรยานยนต์คันโต เพราะสำหรับคนโดยทั่วไปเมื่อพูดถึงบิ๊กไบค์ ก็จะนึกถึงรถในรูปแบบของ ชอปเปอร์ หรือ มอเตอร์ไซค์คันโตแฮนด์สูงและมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงแค่หนึ่งในหลากหลายรูปแบบของ “จักรวาลบิ๊กไบค์” เพื่อช่วยให้คุณตัดสินได้ดียิ่งขึ้น รู้ใจจึงขอแนะนำให้คุณรู้จักกับแบบต่าง ๆ ของรถบิ๊กไบค์ว่ามีแบบไหนบ้าง ?

1.ทัวริงไบค์ (Touring Bike)

ถือเป็นรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์แบบแรกที่อยู่ในภาพจำของใครหลายคน กับ ทัวริงไบค์ (Touring Bike) ภาพของรถจักรยานยนต์ทรงโตพลังแรง เสียงท่อที่ดังสนั่น ชุดประดับตกแต่งสำหรับการเดินทางไกลแบบเต็มพิกัด สำหรับ ทัวริงไบค์ ถือเป็นรูปแบบของรถบิ๊กไบค์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะการออกแบบที่ถูกเน้นมาเพื่อสำหรับการเดินทางไกล จึงมีเบาะที่นั่งขนาดใหญ่ นั่งสบาย พร้อมทั้งมีช่องสำหรับการเก็บสัมภาระได้เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญในประเทศไทยมีกลุ่มผู้ใช้ทัวริ่งไบค์ของแต่ละจังหวัดที่จัดกลุ่มออกเดินทางร่วมกันอยู่บ่อย ๆ จึงถือได้ว่าเป็นรถที่จัดหาง่าย ใช้งานสะดวก และมีกิจกรรมมากมายให้เข้าร่วมอยู่เป็นประจำ

touring bike | บิ๊กไบค์ | รู้ใจ

2.ชอปเปอร์ (Chopper)

อีกหนึ่งบิ๊กไบค์ยอดนิยมที่ทุกคนพบเห็นกันบ่อย ๆ คือ บิ๊กไบค์สายชอปเปอร์ (Chopper) ที่ถือเป็นภาพลักษณ์ของบิ๊กไบค์ในความคิดของคนทั่วไป โดยเฉพาะแบรนด์ดังอย่างฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ซึ่งออกแบบรถในลักษณะที่เรียกว่าชอปเปอร์ออกมาสู่ท้องตลาด กลายเป็นบิ๊กไบค์ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ชอปเปอร์จะเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่แฮนด์สูง ที่นั่งใหญ่หนา เหมาะสำหรับการใช้งาน ทั้งการใช้ชีวิตในเมือง ไปจนถึงขับรถทางไกล สำหรับสายญี่ปุ่นจะมีทั้งรุ่น Flatbob และ custom ให้เลือกไว้ใช้งานด้วย ที่สำคัญ ราคาเอื้อมถึงได้ไม่ยากเลย

ชอปเปอร์ | บิ๊กไบค์ | รู้ใจ

3.เน็คเก็ดไบค์ (Naked Bike)

อีกหนึ่งรูปแบบของบิ๊กไบค์ยอดนิยม สำหรับรถสายเน็คเก็ดไบค์ (Naked Bike) บางค่ายจะเรียกว่า รถสายสตรีท เพราะมีรูปลักษณ์ผสมผสานกันระหว่างรถทัวริงไบค์กับรถสปอร์ตไบค์ คือการเน้นหนักไปยังความหนาใหญ่สไตล์ทัวริง แต่ลดทอนอุปกรณ์บางอย่างออกไป เพิ่มดีไซน์ให้มีความโดดเด่นทันสมัยพร้อมกับการเปลือยเครื่องให้เห็นความแข็งแกร่งแห่งพลังเครื่องยนต์ จึงทำให้เป็นรถแนวผสมผสานที่เป็นการออกแบบอย่างลงตัวทั้งดีไซน์และการใช้งาน

ขี่มอเตอร์ไซค์ | บิ๊กไบค์ | รู้ใจ

4.สปอร์ตไบค์ (Sport Bike)

ด้วยรูปทรงที่แตกต่างจนทำให้หลายคนคิดถึงไม่ถึงเลยว่า สปอร์ตไบค์ (Sport Bike) นับเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของรถบิ๊กไบค์ด้วย เพราะถ้านำเรื่องของกำลังเครื่องยนต์มาเป็นเกณฑ์ต้องถือว่า สปอร์ตไบค์ เป็นหนึ่งในครอบครัวรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ด้วย เพียงแต่ดีไซน์ที่ถูกออกแบบมา มีลักษณะปราดเปรียวโฉบเฉี่ยว มีความหลากหลายของแบบรถตามขนาดของเครื่องยนต์ มีตั้งแต่รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ 250 CC. จนถึงระดับ 1000 CC. เลยทีเดียว การออกแบบในแต่ละรุ่นเน้นการทำความเร็ว และสร้างความสะดุดตาให้กับผู้พบเห็นมากที่สุด

บิ๊กไบค์ | ประกันบิ๊กไบค์ | รู้ใจ

5.เอ็นดูโรไบค์ (Enduro Bike) และ โมโตครอสไบค์ (Motocross Bike)

รถมอเตอร์ไซค์วิบาก คือนิยามที่นักขับชาวไทยมอบให้กับรูปแบบของรถในกลุ่มนี้ ถือเป็นบิ๊กไบค์เฉพาะแบบ เฉพาะกลุ่มที่ได้รับความนิยมแบบเฉพาะสำหรับนักขับสายลุยผู้ชื่นชอบการผจญภัยไปในพื้นที่ที่ยากจะเข้าถึง การตกแต่งรถประเภทนี้จึงต้องมีทั้งพลังเครื่องยนต์ที่แรง มีความปราดเปรียวสำหรับการควบคุมรถ สามารถพาเจ้าของบุกตะลุยไปยังดินแดนต่าง ๆ ด้วยพลังการขับเคลื่อนอันแสนวิเศษสุด จึงนับเป็นรถบิ๊กไบค์อีกตระกูลที่ได้รับความชื่นชอบในรูปแบบเฉพาะและยังคงครองสัดส่วนของตลาดเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

บิ๊กไบค์ | ประกันบิ๊กไบค์ | รู้ใจ

นอกจากนั้นในไลน์การผลิตรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ยังมีประเภทของรถมอเตอร์ไซค์ในรูปแบบอื่นๆ อีกด้วย อาทิ ในรูปแบบ โมตาร์ดไบค์ (Motard Bike) หรือ ดูออล เพอร์โพส ไบค์ (Dual Purpose Bike) แม้กระทั่ง สกู๊ตเตอร์ไบค์ ( Scooter Bike ) ด้วย ดังนั้นการทำความรู้จักรถและศักยภาพของบิ๊กไบค์ จึงมีความจำเป็นต่อการเลือกรถที่ใช่สำหรับคุณด้วย

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อรถบิ๊กไบค์

เมื่อเรารู้แล้วว่าบิ๊กไบค์มีกี่แบบ มีลักษณะยังไง ขั้นต่อไปขอแนะนำก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อบิ๊กไบค์สักคัน เพราะนอกจากความเท่แล้ว ต้องเลือกที่ใช่สำหรับคุณด้วย ลองอ่านบทความด้านล่างกันครับ

1.บิ๊กไบค์แบบไหนที่ใช่ตามไลฟ์สไตล์คุณ

คำถามสำคัญอันดับต้น ๆ เลยคือ คุณต้องการรถบิ๊กไบค์แบบไหน ? หากคุณเป็นหมาป่าเดียวดายผู้ชื่นชอบความเร็ว ความแรง พร้อมทะยานไปไหนแค่เพียงลำพัง บิ๊กไบค์แนวสปอร์ตไบค์ คือคำตอบที่เหมาะสมของคุณ หรือหากคุณชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวคาราวาน ทัวริงไบค์ คือรถที่ตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน หากคุณชอบความพิเศษที่ไม่เหมือนใครพร้อมตะลุยไปทุกหนแห่งโดยไม่เน้นขับขี่เล่นในเมือง เอ็นดูโร่ไบค์ และ โมโตครอสไบค์ จบครบทุกอย่าง ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ ต้องเช็คให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเราจริง ๆ

บิ๊กไบค์ | ประกันบิ๊กไบค์ | รู้ใจ

2.มีงบเท่าไหร่ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายไหม ?

ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา และยังต้องเผื่อแผ่ไปยังอุบัติเหตุรวมทั้งเรื่องที่ไม่คาดคิดอีกด้วย แม้ว่าบิ๊กไบค์จะไม่ค่อยมีเรื่องจุกจิกกวนใจมากนัก แต่ในทุกครั้งที่นำรถเข้าซ่อมบำรุงมีค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 5,000 บาทขึ้นไป ซึ่งนี่คือเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดี ดังนั้นการจะซื้อรถบิ๊กไบค์ในแต่ละครั้ง หากรถในฝันของคุณมีค่าใช้จ่ายในระดับมหาศาลที่แทบแบกเอาไว้ไม่ไหว การปรับระดับลงมาสักนิด ก็ถือว่าไม่ใจร้ายกับสตางค์ในกระเป๋ามากเกินไป หรือการทำประกันบิ๊กไบค์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ให้คุณอุ่นใจว่า หากเกิดเรื่องไม่คาดคิด ยังมีประกันช่วยสำรองจ่าย เงินไม่หดหายไปจนหมด เรามีเงินเหลือไปทำตามฝันได้อีก

3.บริการหลังการขายดีมั้ย ?

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจ้าบิ๊กไบค์ที่เราเฝ้าดูแลไม่สามารถทะยานไปไหนต่อได้ กับคำที่ว่า “ขาดอะไหล่ รออีกที 3 เดือนกว่าอะไหล่จะมา” เรียกได้ว่าเสียความรู้สึกกันไปตาม ๆ กัน ที่สำคัญการที่ต้องเห็นรถแสนรักมูลค่านับแสนบาทต้องจอดนอนเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ เป็นเรื่องที่สร้างความเสียใจให้คุณไม่น้อย ดังนั้นก่อนการซื้อรถในแต่ละครั้งต้องตรวจสอบการให้บริการหลังการขาย อะไหล่ อู่ซ่อมต่าง ๆ ว่าพร้อมดูแลคุณหรือไม่ การซ่อมบำรุงและบริการหลังการขายถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ๆ

รถบิ๊กไบค์ รถจักรยานยนต์คันใหญ่ในฝันของใครหลายคน ไม่ยากที่จะเป็นเจ้าของได้ แต่ถึงอย่างนั้นการทำความรู้จักกับรูปแบบของรถในแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณพบกับรถคันโปรดที่พร้อมทะยานไปกับคุณในทุกเส้นทาง เพิ่มความมั่นใจในการเดินทาง ด้วยการเลือกประกันที่ใช่ อุ่นใจเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ด้วยการทำประกันบิ๊กไบค์ จะช่วยดูแลซัพพอร์ตคุณโดยเฉพาะเรื่องเงินเมื่อเกิดความเสียหายต่อรถ ถูกขโมย น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ มีประกันไว้ก่อนอุ่นใจกว่า ให้ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยความปลอดภัย

สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมถึงประกันภัยออนไลน์ต่าง ๆ จากรู้ใจได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือคลิกที่นี่เพื่อเพิ่มเราเป็นเพื่อนใน LINE ได้เลย (Official Line ID: @roojai)

Roojai

ประกันซ่อมศูนย์ VS ซ่อมอู่ ทางเลือกไหนดีที่สุดสำหรับคุณ

ประกันซ่อมศูนย์ | ซ่อมอู่ซ่อมอู่ | รู้ใจ

ประกันซ่อมศูนย์ หรือซ่อมอู่ แบบไหนดีกว่ากัน ? ควรเลือกอย่างไรในงบประมาณจำกัด คงเป็นข้อสงสัยที่ใครหลายคนตัดสินใจยากก่อนเลือกซื้อประกันรถยนต์ เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราเองก็อยากให้รถกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด ในระยะเวลาสั้นที่สุด

รู้ใจขอแชร์เทคนิคการทำประกันในระบบการซ่อมศูนย์และซ่อมอู่ หากคุณมีงบประมาณจำกัดแต่ยังต้องการความคุ้มครองเต็มเปี่ยมจะมีทางเลือกให้คุณหรือไม่ ทั้งหมดนี้มีคำตอบให้คุณแล้ว ตามไปดูกันเลย

ประกันซ่อมศูนย์ VS ซ่อมอู่ แตกต่างกันยังไง ?

การเลือกประกันซ่อมศูนย์หรือซ่อมอู่ มีความแตกต่างกันคือ หากคุณเลือกแบบซ่อมศูนย์ หมายความว่าศูนย์ให้บริการรถของคุณตามยี่ห้อที่ใช้งานนั้นตั้งอยู่ที่ไหน คุณก็สามารถเลี้ยวรถเข้าไปขอใช้บริการได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาจุกจิกเกี่ยวกับการหาร้านซ่อมรถหมดไปในทันที แต่อัตราค่าเบี้ยประกันก็จะ “สูงกว่า” จนทำให้หลายคนหันไปมองทางเลือกที่ประหยัดได้มากกว่า บริษัทประกันภัยจึงเสนอเบี้ยประกันที่ราคาถูกลงเพื่อเป็นทางเลือกนั่นคือ การเลือกทำประกันแบบ “ซ่อมอู่” หมายถึง หากรถยนต์ของคุณเกิดอุบัติเหตุจะสามารถซ่อมได้เฉพาะในอู่ซ่อมรถที่ทางบริษัทกำหนดไว้เท่านั้น หากไปซ่อมในอู่นอกเครือข่ายหรือเข้าศูนย์บริการจะไม่สามารถเบิกค่าซ่อมได้หรืออาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซ่อม กลายเป็นทางเลือกที่ยากลำบากสำหรับเจ้าของรถ อยากเลือกเบี้ยประกันถูกลงแต่ต้องงมหาร้านซ่อมรถกันเอง กับการเข้าซ่อมศูนย์ที่ไม่มีปัญหาใด ๆ แต่ค่าเบี้ยประกันสูงขึ้นตามมา

รู้ใจมีทางออกที่ง่ายกว่าด้วยบริการ “ค้นหาอู่ซ่อม ศูนย์บริการ และร้านกระจกใกล้คุณ”

เคลม | ซ่อมรถ | รู้ใจ

ระบบค้นหาอู่ซ่อม ศูนย์บริการ และร้านกระจกจากรู้ใจ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น

รู้ใจขอแนะนำเทคนิคระบบค้นหาอู่ “ค้นหาอู่ซ่อม ศูนย์บริการ และร้านกระจกใกล้คุณ” ที่ชูจุดเด่นครบด้าน 4 ข้อต่อไปนี้ มีอะไรบ้างตามไปดูกันเลย

1.จำนวนจุดบริการซ่อมรถในเครือทั่วประเทศกว่า 1,800 แห่ง

สำหรับเรื่องแรกที่คนทำประกันรถยนต์ต้องดูอย่างละเอียด คือ มีจำนวนอู่ซ่อมรถมากแค่ไหน เพราะจากประสบการณ์ของใครหลายคนที่ยอมจ่ายเงินทำประกันรถยนต์ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดต้องการความช่วยเหลือขึ้นมา กลับหาร้านซ่อมรถในพื้นที่ใกล้เคียงไม่ง่ายเลย

รู้ใจ มีระบบค้นหาอู่ ศูนย์บริการ และร้านกระจกที่คุณเลือกค้นหาได้เองโดยละเอียด มีจุดบริการจำนวนกว่า 1,800 แห่งในเครือค้นหาง่ายใกล้ ๆ ตัวคุณ ผ่านการเลือกจังหวัด ประเภทการให้บริการ รองรับการให้บริการเกี่ยวกับรถคุณได้ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุเล็กใหญ่ ซ่อมรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์มีครบ ค้นหาง่ายไม่ยากเลย

ศูนย์ซ่อมรถ | อู่ซ่อมรถ | รู้ใจ

2.คุณภาพจุดบริการซ่อม เช็คได้จาก “รีวิวของลูกค้า”

คุณเป็นอีกหนึ่งคนมั้ย ที่ไม่แน่ใจว่าอู่ซ่อมรถที่เข้าไปใช้บริการเป็นอย่างไร รู้ใจจะบอกรายละเอียดครบว่าแต่ละจุดบริการอยู่ที่ไหน และนอกจากจะระบุตำแหน่งไว้อย่างชัดเจนแล้ว ยังบอกข้อมูลการติดต่อ รายละเอียดของอู่ซ่อมรถ เวลาทำการ แล้วยังมี “รีวิวลูกค้าเคลม” ซึ่งแสดงเป็นคะแนนและจำนวนดาว ทำให้คุณรู้มาตรฐานของแต่ละร้านซ่อมรถหรือศูนย์บริการก่อนนำรถเข้าซ่อม อุ่นใจได้อีกระดับว่าผลลัพธ์ที่ได้จะอยู่ในระดับที่คุณพอใจเมื่อรถซ่อมเสร็จ

3.รับประกันงานซ่อมนานถึง 12 เดือน

อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องดูควบคู่ไปกับการทำประกัน นั่นคือ อู่ซ่อมรถเหล่านี้มีระบบการรับประกันหลังการซ่อมด้วยมั้ย เพราะการซ่อมรถแต่ละครั้งมีการเปลี่ยนอะไหล่ แก้ไขบางอย่าง หลายครั้งนำรถไปซ่อมแล้วกลับเจอปัญหาหนักกว่าตามมา ซึ่งรู้ใจจะรับประกันงานซ่อมนานถึง 12 เดือน

ทำไมการรับประกันหลังซ่อมจึงสำคัญ ? เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าอะไหล่ที่ถูกเปลี่ยนให้มาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมั้ยจนกว่าจำได้ใช้งานจริง ซึ่งหากคุณต้องเจอกับปัญหาของอะไหล่ไม่ได้มาตรฐานหรือการรับประกันหลังการซ่อมที่หมดระยะการดูแลเร็วเกินไป จะกลายเป็นเจ้าของรถต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด โดยไม่อาจเคลมประกันได้ นั่นคือฝันร้ายที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเจอ

4.มีระบบการค้นหาที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว

บริการค้นหาอู่ซ่อม ศูนย์บริการ และร้านกระจกใกล้คุณจากรู้ใจมีกว่า 1,800 แห่ง แต่ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คุณจะพบศูนย์บริการที่คุณต้องการ เพราะระบบค้นหาถูกออกแบบเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานผ่านเว็บไซต์ รวมถึงแอปพลิเคชั่นในมือถือ ทั้งยังมีระบบคัดกรองข้อมูล “แบบละเอียด” ที่คุณเลือกได้ อย่างตำแหน่งของอู่รถยนต์ใกล้ฉัน ประเภทการให้บริการ ตลอดจนคะแนนรีวิว ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า ร้านซ่อมรถที่คุณกำลังหาจะตอบโจทย์ความต้องการทั้งเรื่องบริการ คุณภาพ ตำแหน่งที่คุณสะดวกที่สุดในการเข้าไปใช้บริการ

ศูนย์ซ่อมรถ | อู่ซ่อมรถ | รู้ใจ

การทำประกันภัยรถยนต์ ไม่เพียงต้องคำนึงถึงจุดบริการซ่อมรถเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการบริการอื่น ๆ  ตั้งแต่วิธีสมัครประกัน ระบบการจัดการเคลมประกัน จำนวนจุดบริการซ่อมที่มีอยู่ เพื่อให้เรามั่นใจและอุ่นใจว่าจะได้รับการดูแลดีที่สุด เมื่ออยู่ในสถานการณ์ไม่คาดคิด ประกันจะสามารถช่วยเหลือเราได้ทันท่วงที

รู้ใจ ประกันออนไลน์ ให้บริการประกันรถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยระบบคำนวนเบี้ยที่ปรับแต่งแผนเองได้ตามไลฟ์สไตล์ ประหยัดค่าประกันสูงสุด 30% ซื้อง่าย ราคาดี เชื่อถือได้ ให้ความคุ้มครองสูงสุด รับใบเสนอราคาออนไลน์ฟรี

สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมถึงประกันภัยออนไลน์ต่าง ๆ จากรู้ใจได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือคลิกที่นี่เพื่อเพิ่มเราเป็นเพื่อนใน LINE ได้เลย (Official Line ID: @roojai)

Roojai

มือใหม่หัดขับรถ EV มีอะไรบ้างที่ต้องรู้ก่อนซื้อรถไฟฟ้า

รถ ev | มือใหม่ | รู้ใจ

รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ที่มีการพัฒนาออกมาเพื่อลดการใช้พลังงานน้ำมันที่กำลังค่อย ๆ หมดไปและการเผาไหม้ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีเรื่องของรถไฟฟ้าที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ เช่น หากต้องการใช้ไฟบ้านในการชาร์จรถไฟฟ้าจะต้องมีการขอมิเตอร์พิเศษมาติดตั้งไว้ในบ้านด้วย

ยังมีคำถามและความสงสัยมากมายของรถไฟฟ้า รู้ใจขอพาทุกคนเตรียมความพร้อมก่อนการซื้อรถไฟฟ้าคันแรก ต้องเตรียมความพร้อมก่อนการใช้งานอย่างไรบ้าง รวมถึงแนะนำเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟฟ้าให้คุณได้รู้เพื่อใช้รถไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด

รถ ev | มือใหม่ | รู้ใจ

ซื้อรถ EV คันแรกต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

สำหรับรถไฟฟ้าหรือว่า รถ EV อาจไม่ใช่รูปแบบของยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด เพราะในภาคอุตสาหกรรมได้มีการผลิตรถไฟฟ้าออกมาใช้งานก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่เมื่อมีการผลิตรถไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมมากขึ้น เพื่อทำให้การใช้งานทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่นไม่สะดุด

มาเช็คลิสต์ว่าเราพร้อมมั้ยที่จะมีรถไฟฟ้าสักคัน มาลองอ่านบทความนี้กัน

1.รถไฟฟ้าเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณมากแค่ไหน ?

คุณใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันของคุณมากน้อยแค่ไหน และคุณใช้รถยนต์สำหรับการเดินทางไกลบ่อยหรือไม่ ซึ่งนี่คือคำถามสำคัญมาก ๆ ต่อการใช้งานรถไฟฟ้า ถึงแม้ว่ารถ EV จะไม่ต้องเติมน้ำมัน แต่ระยะทางที่สามารถวิ่งไปได้ก็จำกัด ขึ้นอยู่กับการเก็บพลังงานไฟฟ้า โดยส่วนใหญ่แล้วรถไฟฟ้าที่ชาร์จจนเต็ม สามารถวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 400-500 กิโลเมตร ดังนั้นหากคุณต้องขับรถอย่างต่อเนื่องในระยะทางไกล สิ่งนี้จะเป็นตัวตัดสินใจสำคัญว่ารถไฟฟ้าเหมาะสมกับคุณหรือไม่

2.มีเวลามากพอสำหรับการชาร์จแบตเตอรี่มั้ย ?

ความสะดวกของรถไฟฟ้าคือ ไม่ต้องเติมน้ำมัน แต่ก็กลายเป็นอุปสรรคสำคัญเพราะระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มจะใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งหากคุณสามารถเสียบไฟชาร์จไว้ข้ามคืนได้ สิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่ปัญหาสำหรับคุณเลย

แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องการใช้งานรถอย่างต่อเนื่อง หรือต้องการขับรถเพื่อการเดินทางเร่งด่วน การที่ต้องใช้เวลาชาร์จนานถึง 6-8 ชั่วโมง อาจทำให้แผนการเดินทางผิดพลาด อาจต้องพึ่งทางออกโดยการใช้สถานีชาร์จที่มีบริการแบบ DC Fast Charge แทน ที่ใช้เวลาการชาร์จราว 30-40 นาที แต่ก็ยังมีจำนวนจำกัดในไทย แน่นอนว่านี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการวางแผนในการใช้รถ เส้นทาง และบริหารพลังงานที่มากขึ้น

รถ ev | รถไฟฟ้า | รู้ใจ

3.พร้อมรับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งจุดชาร์จมั้ย ?

ความเข้าใจผิดต่อรถไฟฟ้าในวันนี้ คือ สามารถเสียบชาร์จตรงไหนก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความอันตรายมาก ๆ เพราะระบบการรับประจุไฟฟ้าเข้าหม้อแบตเตอรี่ และพลังงานไฟฟ้าจากทางบ้านนั้นมีค่าความต่างศักย์ที่ต่างกัน หากไม่มีหัวแปลงไฟย่อมทำให้เกิดความเสียหายกับรถไฟฟ้าของคุณได้

ที่สำคัญ! การเสียบไฟบ้านเพื่อชาร์จรถยนต์จะต้องทำเรื่องขออนุญาตติดตั้งหม้อแปลงพิเศษสำหรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าและการคิดคำนวณค่าไฟ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนสายไฟให้มีความทนทานเพียงพอต่อการจ่ายกระแสไฟฟ้าโดยไม่เกิดการช็อตขึ้นมาอีกด้วย โดยข้อกำหนดในปัจจุบันระบุให้ใช้สายไฟที่มีขนาด 25 ตร.มมสำหรับเครื่องจ่ายไฟของรถไฟฟ้าภายในบ้านของคุณด้วย

4.บริการซ่อมบำรุงและการบริการหลังการขายดีมั้ย ?

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับรถไฟฟ้า คือ ศูนย์ซ่อมบำรุงนั้นมีเพียงพอต่อสถานการณ์ฉุกเฉินมากน้อยแค่ไหน เราไม่สามารถมองแค่เรื่องราคารถที่ประหยัดลง หรือการประหยัดน้ำมันเท่านั้น แต่หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น หม้อแบตเตอรี่เก็บประจุไฟไม่ได้ หรือมีอะไหล่เฉพาะแบบบางอย่างมีปัญหา จะมีศูนย์ซ่อมที่พร้อมให้การดูแลมั้ย รองรับเรื่องอะไหล่ มีให้เบิกใช้ทันทีได้มั้ย คำถามของปัญหาเหล่านี้คุณต้องมีคำตอบก่อนตัดสินใจเลือกซื้อรถไฟฟ้าสักคัน

เพราะถ้าคุณต้องซื้อรถมาหนึ่งคันแล้วบทสรุปของเรื่องที่การจอดแช่เอาไว้ที่บ้านเพราะซ่อมไม่ได้ มันคือฝันร้ายของการใช้รถยนต์นี่เอง การซ่อมบำรุงและการดูแลหลังการขายจึงนับเป็นเรื่องที่ความจำเป็นอย่างมากสำหรับการใช้งานรถไฟฟ้าในเวลานี้

5.ศึกษาข้อควรระวังในการใช้รถไฟฟ้า คุณพร้อมดูแลรักษารถไฟฟ้าแล้วหรือยัง ?

อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้ใช้งานรถไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ การดูแลรักษาจากเจ้าของรถ ยิ่งคุณดูแลรถของคุณมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพของรถไฟฟ้าก็ยิ่งยาวนานมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้ใจขอแนะนำเทคนิคขั้นพื้นฐานสำหรับการดูแลรถไฟฟ้าที่คุณก็สามารถทำได้มาฝากให้กับทุกคน ดังนี้

  • ตรวจสอบการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่เสมอ

การมีรถไฟฟ้าสักคันเจ้าของต้องดูแลอย่างเคร่งครัด โดยนำรถเข้ารับการตรวจสอบมอเตอร์ตามระยะที่ตัวรถกำหนด หมั่นตรวจสอบการทำงานของมอเตอร์อยู่เสมอ เพราะตัวรถลดทอนการตรวจสอบและการใช้งานในรูปแบบเดิม ๆ ที่เคยมีในรถยนต์น้ำมัน เช่นการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ หรือ น้ำมันเครื่อง อย่าปล่อยให้ความสะดวกสบายแค่ชั่วคราว กลายเป็นความละเลยที่ทำให้ลดอายุการใช้งานของรถไฟฟ้าของคุณ

  • ตรวจสอบหม้อแบตเตอรี่และระบบไฟ

สิ่งที่สำคัญต่อมาสำหรับการดูแลรถไฟฟ้าคือ หม้อแบตเตอรี่ ความแตกต่างของหม้อแบตเตอรี่ของรถยนต์ดีเซลกับรถไฟฟ้าคือ แบตเตอรี่ของรถไฟฟ้าจะมีประจุไฟใหม่เข้าไปอยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นการทำตามมาตรฐานของรถแต่ละยี่ห้อจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ อย่าดัดแปลงระบบการชาร์จไฟโดยที่คุณไม่มีความรู้ เพราะนั่นอาจทำให้เกิดการลัดวงจรและสร้างความเสียหายให้กับรถหรือพื้นที่เสียบชาร์จไฟในบริเวณนั้น

ชาร์จรถไฟฟ้า | รถ ev | รู้ใจ
  • ห้ามจอดตากแดด

ตัวการสำคัญที่ทำให้หม้อแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วคือ ความร้อนที่สูงขึ้น ดังนั้นการจอดรถเอาไว้กลางแดดอยู่เป็นประจำถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำมาก ๆ หากคิดใช้รถไฟฟ้าแล้วต้องมองหาสถานที่จอดที่มีร่มเงาจะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถไฟฟ้าให้สามารถเก็บประจุไฟได้เป็นปกติและยังทำงานได้มีประสิทธิภาพเสมอ

  • ตรวจเช็ครถตามระยะทางอย่างเคร่งครัด

การซ่อมบำรุงตามระยะไมล์จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถไฟฟ้าของคุณ ซึ่งสิ่งนี้เป็นส่วนเสริมในบริการหลังการขายที่ทางผู้จำหน่ายรถไฟฟ้าต้องมีให้คุณ การซ่อมบำรุงตามระยะต้องหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอและอย่าปล่อยให้เลยเวลาไป เพราะมันส่งผลต่อประสิทธิภาพ รวมถึงความปลอดภัยในการใช้งานรถไฟฟ้า

สุดท้ายแล้ว ถึงแม้รถไฟฟ้าจะเป็นทางเลือกในการประหยัดเงิน โดยเปลี่ยนจากการเติมน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและยังต้องศึกษาข้อมูลให้เข้าใจเพื่อความคุ้มค่าที่สุดในการใช้งาน ที่สำคัญอย่าลืมการทำประกันรถไฟฟ้า เพราะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ไม่ว่าจะรถชน รถหาย น้ำท่วมหรือเหตุการณ์อื่น การเรียกประกันจะช่วยรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเร่งด่วน และครอบคลุมมากที่สุด โดยเงื่อนไขและความคุ้มครองจะเป็นไปตามที่กรมธรรม์กำหนด อย่าลืมตรวจเช็คความคุ้มครองว่าครอบคลุมรถไฟฟ้าของเราแล้วหรือยังก่อนเลือกทำประกันภัยด้วยนะครับ

เลือกซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า ซื้อง่าย ราคาดี ประหยัดสูงสุด 30% และมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชม. มีศูนย์และอู่ซ่อมในเครือทั่วไทย พร้อมรับประกันคุณภาพงานซ่อม 12 เดือน

สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมถึงประกันภัยออนไลน์ต่าง ๆ จากรู้ใจได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือคลิกที่นี่เพื่อเพิ่มเราเป็นเพื่อนใน LINE ได้เลย (Official Line ID: @roojai)

Roojai

อัปเดต 10 เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทางเลือกรักษาโรคมะเร็ง

รักษามะเร็ง | เทคโนโลยีรักษามะเร็ง | รู้ใจ

วิวัฒนาการทางการแพทย์สมัยใหม่ก้าวหน้าไปมากกว่าสมัยก่อนเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการด้านยารักษาโรค เทคนิคทางการรักษาหรือเแม้กระทั่งเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ที่อำนวยความสะดวกทั้งกับแพทย์และผู้ป่วยให้เจ็บตัวน้อยที่สุด วันนี้รู้ใจจะมาอัปเดตเทคโนโลยีในการรักษาโรคมะเร็งว่ามีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อะไรบ้าง และเทคนิคไหนเหมาะกับมะเร็งชนิดไหน เช็คได้ที่นี่

การพยายามเอาชนะโรคมะเร็งของแพทย์ทั่วโลก เป็นเหมือนสงครามที่มีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดูเหมือนว่าสงครามนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสักที โรคมะเร็งยังคงครองตำแหน่งการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก และของประเทศไทย นักวิจัยพยายามคิดค้นตัวยารักษามะเร็งและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการรักษาโรคมะเร็ง เพื่อให้เป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วย รวมไปถึงแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง

ถึงแม้ว่าสงครามระหว่างแพทย์กับโรคมะเร็งจะยังไม่จบ แม้ยารักษามะเร็งจะยังไม่เกิดขึ้น และไม่ว่ามะเร็งเกิดจากอะไร วันนี้ต้องบอกว่าโอกาสที่เราจะเป็นฝ่ายชนะนั้นมีเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถหาวิธีหรือยาป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ก็ตาม แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรักษาหายได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ๆ เราไปดูกันว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้างในการรักษาโรคมะเร็ง

รักษามะเร็ง | ผ่าตัดมะเร็ง | รู้ใจ

1.รักษามะเร็งแบบเฉพาะจุด

เทคนิคการรักษามะเร็งแบบเฉพาะจุดนี้ ใช้ในการรักษามะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้เป็นเทคนิคการให้คีโมเฉพาะจุด โดยผ่านทางสายยางส่งตรงไปยังเซลล์มะเร็ง ส่วนใหญ่จะให้เครื่อง DSA นำทาง แพทย์จะเลือกใช้ยาที่เหมาะกับชนิดของมะเร็ง แล้วทำการสวนเข้าไปในเนื้องอก และใส่ยาอุดหลอดเลือดแดงเพื่อไม่ให้ไปเลี้ยงเนื้องอก

เปรียบเทียบกับการทำคีโมที่ให้ยาผ่านเส้นเลือดดำ วิธีเทคนิคเฉพาะจุดจะได้ความเข้มข้นของตัวยามากกว่าถึง 2-8 เท่าตัวและสามารถอุดเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเนื้องอกให้เจริญเติบโตได้อีกด้วย เมื่อเนื้องอกไม่มีอาหารมาหล่อเลี้ยงมันจะตายไปในที่สุด และตัวยานี้จะคงอยู่ที่เนื้องอกต่อไปได้นานอีกหลายปี โดยวิธีการนี้ผู้ป่วยจะมีบาดแผลแค่ 2 มิลเท่านั้น ช่วยลดอาการเจ็บปวดให้ผู้ป่วยได้มาก

2.รักษามะเร็งโดยการใช้ความเย็น

สำหรับเทคนิคการใช้ความเย็นในการรักษามะเร็ง เหมาะกับการรักษามะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นการประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีด้านอวกาศที่ล้ำหน้าของประเทศอเมริกา เรียกสิ่งประดิษฐ์นี้ว่า “มีดฮีเลียมอาร์กอน” เป็นเทคนิคที่ใช้ความเย็นผสมความร้อน กับก้อนเนื้องอกของผู้ป่วย โดยที่หัวเข็มจะปล่อยก๊าซอาร์กอนออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิของเนื้อเยื่อของก้อนมะเร็งติดลบถึง 120-165 องศาเซลเซียส ภายในเวลา 10 วินาที ก้อนเนื้องอกนั้นจะกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง เนื้อเยื่อเหล่านี้เมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ติดลบ มันจะขาดออกซิเจนและเซลล์มะเร็งจะแข็งตัวและตายไปในที่สุด ข้อดีของเทคนิคนี้ก็คือ ไม่ต้องผ่าตัดแต่ได้ผลเหมือนการผ่าตัด บาดแผลเล็กและไม่ไปทำลายเซลล์ปกติในร่างกายของผู้ป่วย

3.รักษามะเร็งด้วยมีดนาโนเทคโนโลยี

มีดนาโน คือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการรักษามะเร็งที่มีความซับซ้อนหรือที่เรียกว่า Irreversible Electroporation (IRE) ใช้การฉายคลื่นไฟฟ้าความถี่สูงผ่านเข้าไปทางชีพจรส่งตรงไปยังบริเวณก้อนเนื้อร้าย ทำให้เกิดคลื่นไฟฟ้าขนาดนาโนที่ไม่สามารถไหลย้อนกลับมาได้ คลื่นนาโนจะเข้าไปทำลายก้อนเนื้อร้ายให้เกิดความเสียหายอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เหมาะกับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งไต มะเร็งต่อมลูกหมาก

4.รักษามะเร็งด้วยคลื่นไมโครเวฟ

สำหรับเทคนิคคลื่นไมโครเวฟนี้ เป็นการแทงเข็มขนาดเล็ก 2 มิล เข้าไปยังก้อนเนื้อและจะส่งคลื่นความถี่ไมโครเวฟไปที่ส่วนเนื้อนั้นโดยตรง โดยอาศัยหลักทางฟิสิกส์ไปทำลายเซลล์มะเร็งอย่างตรงจุด เทคนิคนี้มีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติในร่างกายผู้ป่วยแถมยังช่วยกระตุ้นการทำงานและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งส่งผลต่อการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งโดยตรง เทคนิคนี้เหมาะกับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งไต

5.รักษามะเร็งด้วยการฟื้นฟูด้วยยีนเฉพาะจุด

เป็นวิธีการค้นหาสาเหตุของการเกิดมะเร็ง ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจากความผิดปกติของโมเลกุลของโปรตีนในเซลล์มะเร็งหรือจากบางส่วนของยีน โดยต้องหาตำแหน่งของมะเร็งที่แน่ชัดแล้วใช้ยาที่เหมาะกับมะเร็งชนิดนั้น ๆ ตัวยานี้จะไม่ไปทำลายเซลล์ปกติในร่างกาย มันจะมุ่งทำลายเซลล์มะเร็งเท่านั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่มีประสิทธิภาพมากเหมาะกับการรักษามะเร็งโพรงจมูกและมะเร็งช่องปาก

รักษามะเร็ง | ผ่าตัดมะเร็ง | รู้ใจ

6.รักษามะเร็งด้วยวิธี Photodynamic Therapy (PDT)

เทคนิคนี้เป็นการบำบัดด้วย โฟโตไดนามิกและเลเซอร์ เป็นการใช้ยาที่ไม่มีพิษต่อร่างกายผู้ป่วย โดยตัวยาจะสกัดจากพืชหรือสารกึ่งสังเคราะห์ เพื่อทำให้เซลล์มะเร็งมีสภาวะไวต่อแสงมากขึ้นที่ความยาวของคลื่นแบบเฉพาะเจาะจงโดยจะส่งผลต่อเซลล์มะเร็ง เมื่อสารโฟโตไดนามิกสัมผัสกับคลื่นเลเซอร์จะทำปฏิกิริยากลายเป็นออกซิเจนชนิดพิเศษที่สามารถไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ เหมาะกับการรักษามะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งโพรงจมูก และมะเร็งช่องปาก

7.รักษามะเร็งโดยการใช้ความร้อน

เรามีเทคนิคการใช้ความเย็นในการรักษามะเร็งกันไปแล้ว ความร้อนก็สามารถรักษามะเร็งได้เช่นกัน โดยใช้กระแสความถี่ 2 กระแสที่ต่างกันตัดผ่านในร่างกาย จุดที่ตัดกันนั้นจะส่งผลรบกวนสนามไฟฟ้า ทำให้เซลล์มะเร็งมีอุณหภูมิ 42.5-43.5 องศาเซลเซียส เมื่อทำต่อเนื่องกันประมาณ 40 นาที จะทำให้เซลล์มะเร็งถูกระงับการเจริญเติบโต จนเซลล์มะเร็งนั้นตายไปในที่สุด เมื่อทำเทคนิคนี้ร่วมกับการฉายแสงและทำคีโม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น เหมาะกับการรักษามะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่

8.รักษามะเร็งด้วยคลื่นวิทยุ

เทคนิคคลื่นวิทยุหรือ เทคนิคมีดละลายมะเร็ง เป็นการอาศัยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในการนำทางเข็มพิเศษ แทงผ่านเข้าไปในชั้นผิวหนังไปยังตัวก้อนมะเร็งโดยตรง เป็นการรักษาแบบปล่อยไฟฟ้ากระเเสสลับจากเครื่องให้กำเนิดไฟฟ้า ผ่านเข้าไปทางเข็มเล็ก ๆ นั้น และใช้วิธีการทางฟิสิกส์เพื่อทำให้ก้อนมะเร็งละลาย มีประสิทธิภาพเทียบเท่าการผ่าตัด และไม่ไปทำลายเซลล์ปกติ ใช้สำหรับรักษามะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ

9.รักษามะเร็งด้วยมีดโฟตอน

เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีรังสีวิทยาล่าสุดของโลก! ข้อดีคือมันจะฉายรังสีสามมิติไปที่เป้าหมายอย่างแม่นยำ และสามารถกำหนดขอบเขตที่จะฉายรังสีได้อย่างอัตโนมัติ เนื้อเยื่อดีรอบ ๆ เซลล์มะเร็งจะได้รับรังสีปริมาณที่น้อย แต่เนื้อที่เป็นก้อนมะเร็งจะได้รับรังสีปริมาณมากซึ่งสามารถทำให้เซลล์มะเร็งเกิดความเสียหาย และเทคนิคนี้ไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีอีกด้วย เหมาะกับการรักษามะเร็งสมอง มะเร็งปอด และมะเร็งตับ

10.รักษามะเร็งโดยใช้ PET/CT

สำหรับเทคนิค PET/CT นี้ จัดว่าเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก และเป็นเทคโนโลยีเดียวในขณะนี้ที่นำลักษณะทางกายวิภาคมาใช้ในการปฏิบัติการ ข้อดีก็คือ ไม่เจ็บ มีความรวดเร็วในการวินิจฉัยมะเร็งระดับโมเลกุลที่มีขนาดเล็กหรือมะเร็งในระยะเริ่มต้น แสดงผลการวินิจฉัยได้แม่นยำมากกว่า 90% นิยมนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยมะเร็ง สามารถบอกความรุนแรงของการแพร่กระจายได้ และยังสามารถบอกการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งได้ และยังสามารถใช้ตรวจติดตามดูผลของการรักษามะเร็งทุกชนิดได้อีกด้วย

มะเร็ง | ประกันมะเร็ง | ครอบครัว | รู้ใจ

นี่อาจจะยังไม่ใช่ทั้งหมดของเทคโนโลยีในการรักษาโรคมะเร็ง แต่ทั้ง 10 วิธีการรักษามะเร็งด้วยวิธีหรือเทคนิคต่าง ๆ นี้ สามารถบอกถึงความล้ำหน้าของวงการแพทย์ทั่วโลกในการต่อสู้กับมะเร็งได้เป็นอย่างดี รวมถึงในอนาคตเราคาดหวังว่าจะมีวัคซีนมะเร็ง ป้องกันก่อนเกิดมะเร็ง หรือหากเกิดขึ้นแล้วต้องมียารักษามะเร็ง หรือเทคโนโลยีที่รักษามะเร็งได้หายขาดออกมาเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้คนทั้งโลกได้

สุดท้ายแล้วในวันนี้ การดูแลสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ เลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งทั้งหลาย รวมถึงการทำประกันภัยโรคมะเร็งไว้ทั้งของตนเองและครอบครัวแต่เนิ่น ๆ เพราะหากโชคร้ายเกิดโรคมะเร็งขึ้นแล้ว จะได้ไม่ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปกับการรักษาทั้งหมด และมีเงินก้อนมาบริหารจัดการการใช้ชีวิตให้เป็นไปโดยปกติ ไม่มีสะดุดเพราะโรคมะเร็ง การดูแลสุขภาพ ศึกษาความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งและใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังต่อความเสี่ยงโรคมะเร็งยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันมะเร็ง และการทำประกันมะเร็งก็ยังผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียดทางการเงิน ในยามที่ตรวจเจอโรคมะเร็ง และต้องการเลือกทางเลือกในการรักษามะเร็งแบบต่าง ๆ ให้กับตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ที่รู้ใจ ประกันมะเร็งของเราคุ้มครองโรคมะเร็งทุกชนิด ทุกระยะ หากตรวจเจอโรคมะเร็งจ่ายเงินก้อนทันทีสูงสุด 3 ล้านบาท ให้คุณได้มีทางเลือกรักษามากขึ้น อุ่นใจมากขึ้นกับแผนสำรองที่เตรียมไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ในราคาเริ่มต้นเพียงวันละ 5 บาท

สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมถึงประกันภัยออนไลน์ต่าง ๆ จากรู้ใจได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือคลิกที่นี่เพื่อเพิ่มเราเป็นเพื่อนใน LINE ได้เลย (Official Line ID: @roojai)

Roojai

4 ภัยร้ายใกล้ตัว เร่งเซลล์มะเร็งให้เติบโต

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็ง | เซลล์มะเร็ง | อาหารก่อมะเร็ง | รู้ใจ

ถ้าพูดถึงปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง คนทั่วไปมักจะคิดออกเป็นอันดับแรกว่ามาจากกรรมพันธุ์ จริง ๆ แล้วปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ไม่ได้มีแค่การถ่ายทอดทางพันธุกรรมเท่านั้น ยังมีปัจจัยรอบตัวเราอีกหลายอย่างที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็ง

ทราบหรือไม่ ? ว่ามะเร็งมีเป็นร้อย ๆ ชนิดที่เกิดจากเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยลักษณะเฉพาะตัวของเซลล์มะเร็งคือ ความผิดปกติของเซลล์ที่สามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วและสามารถกระจายลุกลามไปยังอวัยวะรอบ ๆ บริเวณที่ใกล้เซลล์มะเร็ง โดยร่างกายจะไม่สามารถควบคุมการเติบโตหรือการแพร่กระจายได้

ปกติการควบคุมการเติบโตของเซลล์ในร่างกายของเรา จะมีการเกิดของเซลล์ใหม่อยู่ตลอดเวลาเพื่อมาทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไป เป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ในขณะที่เซลล์ที่ผิดปกติ ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อไม่สามารถควบคุมการเติบโตของเซลล์เหล่านี้ มันจึงพัฒนาไปเป็นเนื้องอก ซึ่งเนื้องอกไม่ได้เป็นเนื้อร้ายเสมอไป หากก้อนเนื้องอกนั้นไม่ได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ก็ถือว่าไม่เป็นอันตราย แค่ผ่าตัดทิ้งก็เรียบร้อย

มีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้เซลล์หน้าตาผิดปกติในร่างกายของเราพัฒนาไปเป็นมะเร็ง ปัจจัยเหล่านั้น เช่น ปัจจัยทางด้านอาหาร สภาพแวดล้อม เรื่องของอายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นต้น

เรามาดูกันว่า มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง ? ที่ไปเร่งการเติบโตของเซลล์มะเร็งในร่างกาย

อาหารก่อมะเร็ง | รู้ใจ

1.อาหารก่อมะเร็ง

ทุกอย่างมี 2 ด้าน อาหารก็เช่นเดียวกัน การเลือกกินนอาหารที่ถูกต้อง จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง ไม่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ในทางกลับกัน หากกินแบบไม่เลือก กินตามใจปาก ตามความชอบความอร่อย อาหารก็สามารถทำร้ายเราได้เช่นกัน You are what you eat จึงเป็นจริงทุกครั้งไป

จากสถิติของสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งโลกพบว่า กว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยมะเร็งเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง อาหารประเภทไหนบ้างที่เป็นปัจจัยทำให้เซลล์มะเร็งเติบโต

  • อาหารที่ปรุงด้วยความร้อนสูง

อย่างอาหารประเภทปิ้ง ย่าง และรมควัน จะมีสารที่มีชื่อว่า พีเอเอช หรือ Polycyclic Aromatic Hydrocarbon-PAH ที่เกิดจากการเผาไหม้ของไขมันในเนื้อสัตว์ ไขมันเหล่านี้เมื่อโดนความร้อน จะกลายเป็นน้ำมันหยดลงไปโดนถ่านและทำให้เกิดควัน ควันเหล่านี้เป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งทั้งสิ้น มันจะลอยกลับขึ้นมาที่เนื้อสัตว์ เมื่อกินอาหารปิ้งย่างเป็นประจำ จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร

  • อาหารไขมันสูง

ในบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลาย เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ จะพบไขมันมากที่สุดในเนื้อสัตว์ที่มีสีแดง คือ เนื้อวัวและเนื้อหมู และยังพบมากในไข่แดง นม เนย ชีส และโยเกิร์ต ไขมันที่ได้จากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มีส่วนไปกระตุ้นให้เกิดการก่อตัวของมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

  • อาหารแปรรูป และอาหารปรุงแต่ง

อาหารแปรรูป อย่าง เนื้อเค็ม ไส้กรอก แหนม กุนเชียง หมูยอ เบคอน มักจะมีส่วนผสมของ “ดินประสิว” หรือ โปแทสเซียมไนเตรต สารดังกล่าวนี้ ช่วยทำให้อาหารแปรรูปนั้นคงสภาพ มีสีสันน่ากิน และมีคุณสมบัติในการกันบูดเช่นเดียวกับไนไตรต์และโซเดียมไนเตรต ที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเเบคทีเรียในอาหาร แม้ว่าจะมีประโยชน์ด้านถนอมอาหาร แต่หากกินอาหารแปรรูปเหล่านี้เป็นประจำ ร่างกายจะสะสมสารพิษเหล่านี้ จนก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • อาหารที่มีโซเดียมสูง

แม้ว่าเกลือจะมีประโยชน์กับร่างกายในการป้องกันโรคคอหอยพอก แต่ถ้าร่างกายได้รับเกลือมากจนเกินไป ประโยชน์ที่ควรจะได้อาจกลายเป็นโทษต่อร่างกาย เช่น พวกอาหารหมักดอง นาน ๆ กินทีมันก็ดีต่อสุขภาพ แต่หากกินอย่างเป็นประจำ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งหลอดอาหารได้

  • อาหารที่เกิดเชื้อราได้ง่าย

เช่น ถั่ว เมล็ดธัญพืช พริกป่น พริกแห้ง หอม กระเทียม นมและขนมปัง อาหารเหล่านี้ หากเก็บไว้เป็นเวลานานจนเกินไป โดยเฉพาะในอากาศร้อนและมีความชื้นสูง หากเรานำมารับประทานจะก่อให้เกิดการสะสมของสารอะฟลาทอกซินที่ตับ และแน่นอนว่ามันจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับในที่สุด

นอกจากนี้ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ เมื่อได้ดื่มเข้าสู่ร่างกายแล้ว มันจะเปลี่ยนเป็นสาร แอซีทาลดีไฮท์ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งกระเพาะอาหาร

มลพิษ | เซลล์มะเร็ง | รู้ใจ

2.สภาพแวดล้อมก่อมะเร็ง

จริงอยู่ว่า มะเร็งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของยีนบางตัวในร่างกายของเรา แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น มลพิษทางอากาศจากท่อไอเสียรถยนต์ แสงแดดที่มีรังสีอัลตราไวโอเลต ควันบุหรี่ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไปกระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็ง เมื่อร่างกายได้รับมลพิษทางอากาศอยู่เป็นประจำและได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับปอดและระบบทางเดินหายใจ และพัฒนาไปเป็นมะเร็งปอดในที่สุด

คนแก่ | เสี่ยงมะเร็ง | ชรา | รู้ใจ

3.อายุก่อมะเร็ง

อายุที่มากขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับโรคมะเร็ง เพราะอวัยวะและระบบการทำงานในร่างกายของเราจะถดถอยลง ภูมิต้านทานที่เคยมีในช่วงวัยหนุ่มสาว ก็ลดลงเช่นกัน ทำให้ร่างกายของคนที่อายุมากนั้น อ่อนแอลง เป็นสาเหตุให้เซลล์ร้าย อย่างเซลล์มะเร็งเติบโตได้ดี

  • ช่วงอายุ 45-60 ปี ช่วงวัยนี้ ฮอร์โมนจะเริ่มเสื่อมลง ระบบเผาผลาญทำงานช้า เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระดูก
ควัน | เซลล์มะเร็ง | บุหรี่ | รู้ใจ

4.พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันก่อมะเร็ง

พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในยุคนี้ แม้ว่าพวกเราจะผ่านวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มากันแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่จึงหันมาดูแล รักษาความสะอาดมากยิ่งขึ้น แต่พฤติกรรมที่เราดำเนินชีวิตเป็นประจำ ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งอยู่ดี เช่น

  • เสพติดของหวาน อาหารไขมันสูงและไม่กินผัก

พฤติกรรมเหล่านี้ มักจะเป็นพฤติกรรมของเหล่าบรรดาพนักงานออฟฟิศ ที่ทำงานแข่งกับเวลา และมักไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของอาหารการกิน เอาเร็วและสะดวกเข้าว่า จะสังเกตได้จากการกิน เช่น เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ กินอาหารแช่แข็ง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือหมูปิ้งทุกวัน เราจะเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ได้ทุกออฟฟิศ

อาหารที่กล่าวมานี้ เป็นอาหารโปรดชั้นดีของเซลล์มะเร็งทั้งหลาย หมายความว่า ทุกครั้งที่เรากินเข้าไป หมายถึงเรากำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งให้กับตัวของเราเอง ดังนั้น เราจึงต้องเลือกกินอาหารที่มะเร็งเกลียด อย่างอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ผัก ผลไม้ ลดของหวาน และอาหารไขมันสูง

  • นักปาร์ตี้ ดื่มจัด สูบจัด

สำหรับใครที่ชอบสังสรรค์เป็นประจำ ทั้งดื่ม ทั้งสูบ เมื่อใช้ร่างกายเเบบนี้เป็นระยะเวลานาน แน่นอนว่ามันจะส่งผลให้เกิดโรคร้ายในร่างกายของเรา เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และไม่เพียงแต่โรคมะเร็งเท่านั้น การสูบบุหรี่จัดอาจก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันอีกด้วย

  • ความเครียด

ความเครียดเปรียบเสมือนขนมหวานที่มะเร็งชอบ เพราะความเครียดจะไปเพิ่มอนุมูลอิสระในร่างกายของเรา และทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง เมื่ออนุมูลอิสระมีมากในร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีภาวะเครียด

  • การไม่ออกกำลังกาย

เกือบทุกบทความสุขภาพ มักจะบอกให้ทุกคนออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงแล้ว ยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย โดยการออกกำลังกายมีความสัมพันธ์โดยตรงกับโรคอ้วนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อให้เกิดมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

ถึงแม้ว่า สถิติของผู้ป่วยมะเร็งจะเพิ่มมากขึ้นทุกปีก็ตาม แต่สถิติของผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาหายก็มีมากขึ้นเช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องสังเกตความผิดปกติของตัวเอง ตรวจสุขภาพใหญ่ประจำปี ตรวจคัดกรองมะเร็งตามช่วงอายุ รวมถึงการทำประกันมะเร็ง ทั้งหมดนี้ เป็นวิธีป้องกันโรคมะเร็ง และลดความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สินในวันที่เราต้องรักษาอาการมะเร็ง

สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมถึงประกันภัยออนไลน์ต่าง ๆ จากรู้ใจได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือคลิกที่นี่เพื่อเพิ่มเราเป็นเพื่อนใน LINE ได้เลย (Official Line ID: @roojai)

Roojai

เทียบชัด ๆ ความต่างของพรบ. ประกันรถยนต์ และประกันอุบัติเหตุ

พรบ. | ประกันรถยนต์ | ประกันอุบัติเหตุ | รู้ใจ

สำหรับคนที่มีรถส่วนใหญ่แล้วจะรู้ว่าทุกครั้งที่มีการต่อภาษีทะเบียนรถประจำปีมักจะมีการจ่ายค่า พรบ.รถยนต์ควบคู่กันไปด้วยทุกครั้ง จึงอาจเป็นคำถามในใจของใครหลาย ๆ คนว่าระหว่าง พรบ.รถยนต์ ประกันรถยนต์ และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ทั้ง 3 แบบนี้ มันมีความแตกต่างกันอย่างไร ?

ยุคสมัยเปลี่ยนไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่กับบางกิจกรรม กีฬาเอ็กซ์ตรีมหรืองานอดิเรก แต่ยังรวมไปถึงเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาไปจากเมื่อก่อน ที่เห็นได้ชัดที่สุดเห็นจะเป็นเทคโนโลยียานยนต์ ที่กำลังจะเปลี่ยนจากรถยนต์ดีเซลเป็นรถไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากการเลือกซื้อรถสักคันที่ต้องคำนึงถึงการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของการใช้รถ ใช้ถนน และคนรอบข้าง รวมถึงข้อกฎหมายที่เราต้องเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย

นั่นก็คือ เรื่องของการทำประกันรถยนต์ พรบ.รถยนต์ภาคสมัครใจ และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ทั้ง 3 อย่างนี้ มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ? มาลองอ่านบทความนี้กัน

รถไฟฟ้า | ประกันรถยนต์ | พรบ | รู้ใจ

พรบ.รถยนต์ คืออะไร

พรบ.รถยนต์ เป็นการประกันภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้ยานพาหนะที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกทุกประเภทต้องมีไว้ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้ขับขี่ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะได้รับสิทธิคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ซึ่งวงเงินคุ้มครองจากพรบ.รถยนต์นั้น มีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนตามกฎหมาย โดยแบ่งการจ่ายเงินออกเป็น 2 รูปแบบ

  1. ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด
    • ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
    • กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร 35,000 บาท
  2. ค่าเสียหายส่วนเกิน กรณีพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิด
    • ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท
    • กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
    • ค่าชดเชยรายวัน 200 บาทต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 20 วัน (กรณีที่ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล)
    • จำนวนเงินรวมทั้งหมดที่จ่าย ไม่เกิน 304,000 บาท

หากเกิดอุบัติเหตุแล้วพิสูจน์มาว่าเราเป็นฝ่ายผิด จะได้รับเงินคุ้มครองค่าใช้จ่ายเบื้องต้นหรือตามข้อ 1 เท่านั้น และไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งในกรณีที่เป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด

สรุปก็คือ พรบ.รถยนต์ คุ้มครองชีวิต ร่างกายของผู้เอาประกันภัยและคู่กรณี แต่จะไม่คุ้มครองทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ เป็นต้น

อุบัติเหตุ | ประกันรถยนต์ | รู้ใจ

ประกันรถยนต์ คืออะไร ?

ประกันภัยรถยนต์ คือ การที่ผู้รับประกันภัยตกลงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหากเกิดความสูญเสียหรือเสียหายต่อทรัพย์สินที่ได้ประกันเอาไว้ ซึ่งความเสียหายนั้นสามารถประเมินมูลค่าหรือกำหนดเป็นวงเงินได้ โดยผู้เอาประกันภัยต้องชำระเบี้ยประกันภัย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ

1.การประกันภัยภาคบังคับ

ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับหรือ พรบ. เป็นภาคที่กฎหมายบังคับ ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น

2.การประกันภัยภาคสมัครใจ

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจหรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เจ้าของรถสมัครใจอยากจะซื้อประกันรถยนต์เอาไว้ หากเกิดอุบัติเหตุอย่างรถชน บริษัทประกันภัยที่เราทำเอาไว้ จะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ ซึ่งแต่ละแผนจะมีผลประโยชน์ไม่เท่ากัน การประกันภัยรถยนต์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

  • การประกันภัยแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ – โดยจะคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดจากการยินยอมจากผู้เอาประกันภัยในการให้ผู้อื่นขับขี่รถยนต์ของตนเอง
  • การประกันภัยแบบที่ระบุชื่อผู้ขับขี่ – โดยจะคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดในขณะที่ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ขับขี่เท่านั้น หากไม่ใช่ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ขับขี่ต้องเข้าร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายในส่วนแรกด้วย สามารถแบ่งความคุ้มครองได้ดังนี้
    1. ความคุ้มครองรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอกและผู้โดยสารในรถ
    2. ความคุ้มครองรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก
    3. ความคุ้มครองรับผิดต่อความเสียหายของตัวรถยนต์
    4. ความคุ้มครองรับผิดต่อการสูญหายและไฟไหม้ของรถยนต์

และสามารถจำแนกประเภทของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ออกได้เป็น

  1. ประกันรถยนต์ประเภท 1 – คุ้มครองครบทั้ง 4 ข้อข้างต้น
  2. ประกันรถยนต์ประเภท 2 – คุ้มครองตามข้อ 1 , 2 และ 4
  3. ประกันรถยนต์ประเภท 3 – คุ้มครองตามข้อ 1 และ 2

หรือเรียกแบบที่เราเคยได้ยินคือ ประกันรถยนต์ชั้น 1 ประกันชั้น 2 และประกันชั้น 3 สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ มุ่งเน้นการประกันภัยต่อรถยนต์ ชีวิตของผู้เอาประกันภัยและบุคคลที่ 3 หากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ แล้วเราทำประกันรถยนต์ประเภทที่ 1 เอาไว้ ก็สบายใจได้ว่า บริษัทประกันภัยจะมาดูแลค่าใช้จ่ายทั้งเรื่องค่าซ่อมรถทั้งของเราและคู่กรณี (กรณีเราเป็นฝ่ายผิด) รวมถึงค่ารักษาพยาบาล แต่หากเลือกประเภท 2 หรือ 3 ส่วนอื่น ๆ ที่ไม่เข้าเงื่อนไข ผู้เอาประกันภัยต้องดูแลในส่วนนั้นเอง ผู้เอาประกันภัยจึงต้องตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ก่อนการเลือกซื้อประกันรถยนต์

อุบัติเหตุ | ประกันอุบัติเหตุ | รู้ใจ

ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล คืออะไร ?

ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลคือ การประกันภัยอุบัติเหตุที่ให้ความคุ้มครองต่อผู้เอาประกันภัยในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย และหากการบาดเจ็บนั้นส่งผลให้ผู้เอาประกันภัยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือรุนแรงถึงขั้นทุพพลภาพ เสียอวัยวะ ตลอดไปจนถึงเสียชีวิต บริษัทประกันภัยจะเข้ามารับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินก้อนทดแทนหากมีการสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพหรือเสียชีวิต

ซึ่งประกันอุบัติเหตุจะมีทั้งหมด 3 แบบ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม และประกันอุบัติเหตุนักเรียน นิสิต นักศึกษา ผลประโยชน์ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับแผนประกันอุบัติเหตุที่ผู้เอาประกันภัย เป็นคนเลือก ความคุ้มครองหลัก ๆ ได้แก่

  • คุ้มครองการเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง
  • การสูญเสียการรับฟัง การพูดออกเสียง นิ้วมือและนิ้วเท้า
  • ค่ารักษาพยาบาลทั่วไปต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง
  • ค่าชดเชยรายวันหากต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

สรุป ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ให้ความคุ้มครองชีวิตและค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้เอาประกันภัยเท่านั้น ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สิน หรือค่ารักษาพยาบาลของบุคคลที่ 3

ความแตกต่างของ พรบ.รถยนต์
ประกันรถยนต์ และ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล

พรบ.รถยนต์ ประกันรถยนต์ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
ความเสียหายต่อรถยนต์ ไม่คุ้มครอง คุ้มครอง ไม่คุ้มครอง
ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
• เสียชีวิต/ทุพพลภาพ คุ้มครองสูงสุด 5 แสนบาท/ครั้ง คุ้มครองสูงสุด 10 ล้านบาท / ครั้ง ชดเชยเงินก้อน (ตามแผนที่เลือก)
• ค่ารักษาพยาบาล คุ้มครองสูงสุด 8 หมื่นบาท/คน คุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาท / คน คุ้มครอง (ตามแผนที่เลือก)
• ค่าประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา ไม่คุ้มครอง คุ้มครองสูงสุด 3 แสนบาท ไม่คุ้มครอง
ความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
• บุคคล คุ้มครองสูงสุด 5 แสนบาท / คน คุ้มครองสูงสุด 5 แสนบาท / คน ไม่คุ้มครอง
• ทรัพย์สิน ไม่คุ้มครอง คุ้มครองสูงสุด 2.5 ล้านบาท / ครั้ง ไม่คุ้มครอง
บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.(ฟรี) ไม่คุ้มครอง คุ้มครอง คุ้มครอง

สรุป

พรบ.รถยนต์จะให้ความคุ้มครองเฉพาะผู้ขับขี่แต่ไม่คุ้มครองตัวรถยนต์ หากไม่ได้ทำประกันรถยนต์ไว้ค่าซ่อมรถทั้งหมดต้องจ่ายเองทั้งรถของคุณและรถคู่กรณี ถ้าทำพรบ. แต่ไม่ได้ทำประกันอุบัติเหตุค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินจากที่พรบ.คุ้มครอง ต้องจ่ายเองเช่นกัน

และทั้ง 3 แบบนี้ ผู้เอาประกันภัยสามารถใช้ร่วมกันได้ หากเกิดรถชนประกันภัยรถยนต์จะทำงานก่อนเป็นอันดับแรก และหากมีการบาดเจ็บทางร่างกายผู้เอาประกันภัยสามารถยื่นพรบ.รถยนต์พร้อมกับประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลร่วมด้วยได้ ทั้งหมดเพื่อให้จ่ายส่วนเกินเพิ่มน้อยที่สุด หรือถ้ามีประกันที่มีวงเงินคุ้มครองมากพอ ก็ไม่ต้องจ่ายส่วนเกินใด ๆ เพิ่มเลย

เมื่อเราไม่รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และจะรุนแรงแค่ไหนการทำพรบ.รถยนต์ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล จะลดความเสี่ยงในการเสียทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล อีกทั้งประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ยังสามารถคุ้มครองอุบัติเหตุอื่น ๆ นอกจากอุบัติเหตุจากรถยนต์ได้อีกด้วย

สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมถึงประกันภัยออนไลน์ต่าง ๆ จากรู้ใจได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือคลิกที่นี่เพื่อเพิ่มเราเป็นเพื่อนใน LINE ได้เลย (Official Line ID: @roojai)

Roojai

วิธีหายางรถยนต์ราคาถูก ที่มือโปรขอแนะนำ

สวัสดีครับไทร์บิด กลับมาอีกครั้งครับใกล้จะช่วงสิ้นปีแล้วเพื่อนๆหลายๆคนอาจจะมีวางแพลนทริปขับรถท่องเที่ยวไกลๆช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่จะถึงนี้ ไทร์บิดก็เชื่อว่าทุกคนก็ต้องตรวจเช็กสภาพรถและยางก็เป็นส่วนหนึ่งรถทุกคันที่ทุกคนต้องเปลี่ยนแต่ว่ามัน แพง!! ใช่ไหมครับ วันนี้มาเอาใจเพื่อนๆที่กำลังจะหายางคุณภาพดีในราคาถูก วันนี้คิมมีคำตอบให้เพื่อนๆกันครับว่าทำอย่างไรจะได้ยางราคาถูกครับ

มืออาชีพ แชร์ยางราคาถูกและดีมีอยู่จริง

ยางราคาถูกในที่นี้เราไม่ได้หมายถึงว่ายางที่ใช้แล้วไปซื้อกลับมาใช้ หรือที่เค้าเรียกกันว่ายางเปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะแบบนี้เท่ากับว่าเราก็อาจจะได้ยางที่ไม่เต็มประสิทธิภาพครับ แต่เรากำลังพูดถึงยางใหม่ที่มีคุณภาพดี ซึ่งจะแบ่งออกได้เป็นสองแบบครับก็ คือ แบบแรกยางเก็บตกปี ยางค้างปี หรือยางปีเก่า กับแบบที่สองคือยางคุณภาพ และยางราคาประหยัดครับ

ยางตกปี ยางค้างปี ยางปีเก่า คืออะไร ใช้ได้ดีไหม

อย่างแรกก็ คือ ยางตกปี ยางปีเก่า เช่น ปีปัจจุบันปี 2022 แต่ยางนั้นผลิตปี 2021 แบบนี้ถือว่าเป็นยางตกปีครับ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเรื่องน่าแปลกที่เรายังมีความเข้าใจผิดในบ้านเราเยอะว่า ยางตกปีไม่ดีใช้งานได้ไม่เท่ากับยางผลิตใหม่สัปดาห์ล่าสุด ทำให้ไม่ว่าจะผู้ผลิตยางต้องออกผลิตยางปีใหม่ให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาของความต้องการในประเทศ และยางปีเก่าก็จะทำให้ต้องขายราคาลดลงไปปริยาย ซึ่งไทร์บิดอยากจะบอกเลยครับว่าถ้าได้อ่านบทความนี้แล้วเพื่อนๆมั่นใจได้เลยครับ ว่ายางค้างปี ยางปีเก่าที่เพื่อนๆเห็นในท้องตลาดนั้นคุณภาพยังคง 100% แน่นอนครับไม่มีความแตกต่างอะไรกับยางที่ผลิตใหม่ล่าสุดในปีนั้นๆครับ

ยางตกปี ยางค้างปี ยางปีเก่า ยังใช้ได้ดีถูกลง50%

เพื่อนๆไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้ได้เลยเป็นของดีอีกด้วยเพราะยางกลุ่มนี้เนื่องจากตลาดในประเทศไทยไม่ค่อยรองรับทำให้ผู้ขายทุกท่านที่มีสต็อกอยู่ต้องทำโปรโมชั่นยางรถโดยลดราคาลงตั้งแต่ 15%-50% ขึ้นอยู่กับปีเก่าแค่ไหนครับ ถ้าไทร์บิดแนะนำในช่วงลบไป 1-2 ปีจากปีปัจจุบันนั้นถือว่าโอเครเลยครับ คุ้มค่ายิ่งนักก็เป็นวิธีแรกที่จะทำให้เพื่อนๆได้ยางราคาถูกแต่ยังคงประสิทธิภาพใช้งานได้เต็มสมรรถนะ 100% เหมือนเดิมเลยครับ

ยางราคาประหยัดไม่แพง ประหยัดเงินกว่าที่คิด

ส่วนที่สองก็ คือ ยางทางเลือกราคาประหยัด ต้องบอกว่าปัจจุบันในประเทศไทยบ้านเรามีกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการควบคุมมาตรฐานของยางรถยนต์ อารมณ์ มอก. ครับ ทำให้แบรนด์ยางที่ขายในประเทศเราไม่มียางที่ไม่ได้มาตรฐานมาขายแน่นอนครับ ทำให้เพื่อนๆสบายใจได้ โดยแบรนด์ยางในปัจจุบันที่อยากจะบอกนั้นมีเยอะมากจริงๆครับ Firestone, Dunlop, Hankook, Maxxis, Deestone, RoadX, Dayton, Kinto, Otani ฯลฯ ซึ่งข้อดีของยางประเภทนี้ก็คือเรื่องของราคาครับ ราคาก็จะไม่ได้แรงมากทำให้สะดวกเวลาชำระเงินครับ ส่วนในเรื่องของสมรรถนะนั้นก็อาจจะดรอปลงจากแบรนด์พรีเมียมอย่างพวก Michelin, Bridgestone, Yokohama, Continental, Goodyear ฯลฯ อยู่บ้างแต่ถ้าใช้งานทั่วไป โดยไม่ได้ใช้ความเร็วมากนั้นก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาแน่นอนครับผม

อายุการใช้งานยางสั้นลง แลกมากับเงินที่น้อยกว่า

เพื่อนๆสบายใจได้เลยครับ ส่วนของเรื่องอายุการใช้งานก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญครับ ซึ่งแน่นอนครับ สมรรถนะจะดรอปลงเล็กน้อย แต่อายุการใช้งานอาจจะแตกต่างกันเยอะกว่าที่เห็นได้ชัดเจนครับอาจจะมีรอบเปลี่ยนที่เร็วมากกว่าปกติครับ บางแบรนด์อาจจะประมาณครึ่งชีวิตของยางพรีเมียม (จาก 5 ปี เหลือ 2-3 ปี) อาจทำให้รอบเปลี่ยนเร็วขึ้นครับ ซึ่งการที่ดอกยางหมดเร็วนั้นก็หมายถึงการรีดน้ำก็จะดรอปลงเร็วด้วยเช่นกันครับ

วิธีดูแลยางรถถูกต้อง ยืดอายุยางง่ายมาก

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เพื่อนๆต้องทำก็คือต้องหมั่นดูแลเรื่องลม และ ทำการสลับยางถ่วงล้อทุกๆ หนึ่งหมื่นกิโลเมตร เพื่อให้ยางทุกเส้นสึกไปพร้อมๆกันใช้ยางให้คุ้มค่ามากที่สุดครับ ก็อาจจะเป็นการช่วยยืดสมรรถนะให้ใช้ได้ดียาวๆกับ เรื่องอายุใช้งานที่ทำให้ยาวๆได้ด้วยเช่นกันครับ ซึ่งทั้งสองรูปแบบจะทำให้เพื่อนๆได้ยางที่มีคุณภาพดีใช้ในช่วงปีใหม่แล้ว ก็ยังสบายกระเป๋าทุกครั้งที่เปลี่ยนยางด้วยครับเดินทางไปด้วยความปลอดภัยกับความแฮปปี้ตลอดทริปครับ

Tiresbid-Online แพลตฟอร์มเรื่องยางรถที่ดีที่สุด บริการอย่างมืออาชีพ

สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการเช็คยางใหม่เปลี่ยนยางใหม่สามารถเข้ามาเช็กได้ที่เว็บไซต์จอง Tiresbid เราครับ เพราะเราเป็นแพลตฟอร์มจำหน่ายยางรถยนต์ที่ดีที่สุดในประเทศไทยครับผม เพื่อให้เพื่อนๆเลือกซื้อยางสะดวกเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งเลือกยางและบริการครบวงจร หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยไม่รู้ว่าจะเลือกยางยี่ห้อไหนดีและช้อปเช็กยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ https://tiresbid.com/home ได้เลยครับ มีแบรนด์สินค้าคุณภาพให้เลือกมากที่สุดรวม 18 ยี่ห้อชั้นนำ และกว่า 80 รุ่นยอดนิยม และเพื่อนๆสามารถหาอ่านบทความรู้ยานยนต์และรีวิวยางรถยนต์ครอบคลุมการใช้งานมากที่สุดในประเทศ แถมไทร์บิดเรายังมีบริการผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาอย่างเป็นกลาง

ให้เพื่อนๆที่ต้องการสอบถามได้ยางที่เหมาะสมที่สุดผ่านทาง Line OA : @tiresbid (เติม@ด้วยนะครับ) เราเป็นตัวกลางยางมืออาชีพโปรโมชั่นยางรถพิเศษไทร์บิดมากมาย  ให้บริการครบทุกรูปแบบ จุดบริการร้านยางใกล้บ้าน, เปลี่ยนยางถึงบ้าน และจัดส่งทั่วไทย Fast service ทุกรูปแบบรับบริการนัดหมายล่วงหน้า ใช้เวลาเพียง 1 ชม.ในการรับบริการติดตั้งเปลี่ยนยาง ให้เรื่องยางรถของคุณง่ายยิ่งขึ้น ซื้อยางรถยนต์มั่นใจทุกครั้งที่ไทร์บิด วันนี้ก็ขอขอบคุณมากครับเพื่อนๆที่ติดตาม หากมีข้อสงสัยเลือกยางไม่ถูกสอบถามมาที่ไทร์บิดของเราได้เลยครับ วันนี้ขอบคุณมากครับ

Roojai

5 วิธีซื้อรถยนต์มือสอง ดูยังไงไม่โดนหลอก

สวัสดีครับเพื่อนๆชาวไทร์บิดทุกท่านครับ วันนี้อยากจะมาพูดเรื่องของรถมือสองกันครับในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้รถยนต์มือสองก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของหลายๆท่าน แต่เพื่อนๆต้องเข้าใจก่อนครับว่ารถมือสองนั้นที่เค้าพูดมา ตาดีได้ ตาร้ายเสียนั้น จริงๆ เราอาจจะมีหลักวิธีดูเบื้องต้น 5 ข้อ ครับเดี๋ยวไทร์บิดจะแนะนำให้เพื่อนๆกันครับผม

รวมเทคนิควิธีซื้อรถยนต์มือสองแบบมืออาชีพ

อย่างแรกเลย ก็คือเรื่องของตัวรถภายนอก แน่นอนครับ ยิ่งถ้ารถภายนอกมีสภาพดีนั้นเราก็ถือว่าอย่างน้อยๆเราไม่ต้องเป็นเก็บงานชิ้นนั้น ชิ้นนี้ ชิ้นนู้น เพราะเราซื้อรถมือสองทั้งหมดถ้ามีการทำก็คือค่าใช้จ่ายของเราทั้งนั้น แต่โดยส่วนมากนั้นเจ้าของเต็นท์ หรือ คนขายมักจะเก็บงานมาให้เราแล้วครับ สำหรับภายนอกเพื่อให้เรียกราคาได้ แต่ว่า อย่าเพิ่งชะล่าใจครับเพราะว่าสวยแต่เปลือกมันไม่ดีครับต้องมีส่วนอื่นๆที่เราต้องเช็คกันต่อครับ

อย่างที่สอง ก็คือทรงรถ แน่นอนครับทรงรถมันต้องตั้งตรงไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งครับ ถ้ามีอาการเอียงสันนิฐานได้เลยครับเพื่อนๆว่ารถคันนี้มีปัญหาช่วงล่างหรือเกิดอุบัติเหตุหนักมาแน่นอนที่ทำให้ทรงองศารถไม่ปกติครับ

อย่างที่สาม เรื่องของสีรถ ชัดเจนครับ ถ้าเพื่อนๆเห็นสีแปลกๆไม่ใช่สีสแตนดาร์ดรถเดิมๆ ขอให้เพื่อนพึงระวังกันไว้ครับ เพราะรถคันนี้มีประเด็นก็คือ สีถลอกมาเยอะเฉี่ยวมาก็ต้องทำสี ก็บ่งบอกได้ว่ารถคันนี้ผ่านการใช้งานมาแบบสมบุกสมบันพอสมควรก็อาจจะทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นหลังจากเห็นสภาพของสีรถ

อย่างที่สี่ จุดยึดน็อตต่างๆ เราสังเกตกันได้อยู่แล้วว่าจุดยึดน็อตมีการคลายน็อตไหมถ้ายิ่งมีลอยถอดน็อตออกแปลว่ามีการซ่อมตัวชิ้นส่วนต่างๆบ่อยๆก็อาจจะมีอีกหนึ่งสิ่งที่เราดูได้ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อรถคันนั้นๆครับผม

อย่างสุดท้าย ที่อยู่จะพูดถึงก็คือ รอบอาร์ค คือรอยที่เกิดจากการเชื่อมประกอบชิ้นส่วนของตัวถังรถครับ มีลักษณะเป็นรอบนูน บุ๋มกลมๆ อยู่ในตำแหน่งที่ตรงกันทั้งฝั่งซ้ายขวาของรถ ซึ่งจะมีในห้องเครื่อง ภายในกระโปรงหลัง และด้านข้างของรถบริเวณขอบยางประตูของทั้ง 4 บาน หากจุดไหนไม่มีรอยบุ๋มกลมๆ แสดงว่าชิ้นส่วนนั้นอาจถูกชนมาได้ครับ

ของแถมครับ การที่เราลงรายละเอียดในเรื่องของเล่มทะเบียนกับตัวถังรถ ก็เป็นส่วนที่เราเช็คได้ครับหากเลขตรงกันก็แน่นอนครับว่าเราสามารถที่จะเช็คประวัติของรถคันนั้นได้จริงๆครับผม

ทั้งหมดทั้งมวลเมื่อเราเลือกซื้อรถมือสองเข้ามาแล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อก็คือเรื่องของของเหลวที่แนะนำครับว่าเราควรเปลี่ยนทั้งระบบเพื่อรีเซตกันใหม่ครับ อีกอย่างก็คือเรื่องของยางรถครับ แน่นอนคนขายไม่ค่อยมีใครเปลี่ยนยางใหม่มาใส่เพื่อนๆแน่นอนขอให้จอดแล้วยางไม่แบนพอเทสรถยางหมุนได้ ก็เพียงพอแล้วเพราะฉะนั้นเมื่อเรารับรถมาส่วนมากแนะนำให้เปลี่ยนยางใหม่ครับเพราะกรณีที่ยางเก่านั้นอาจจะเป็นยางเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ หรือ อาจจะเป็นยางสภาพที่ไม่ 100% แล้วด้วย เปลี่ยนใหม่ก็ดีกว่า ยิ่งเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้กับเพื่อนๆอีกด้วยครับผม หากเพื่อนๆกำลังมองหาร้านยางหรือจุดบริการยางมาตรฐานครบวงจร ติดต่อไทร์บิดมาได้เลยครับ พร้อมดูแลแนะนำสาขาใกล้บ้านทั่วไทยได้เลยทันที

วิธีการดูขนาดยางและเลือกไซส์ยางติดรถเดิมดีสุด

โดยยางที่เราจะเปลี่ยนยางแรกเลยครับ ให้ดูว่าไซส์ยางติดรถเดิมๆคือไซส์อะไรครับ เพราะว่ารถมือสองจำนวนมากเปลี่ยนยางไม่ตรงสเป็กรถเนื่องจากความสวยงามบ้างและความชื่นชอบของเจ้าของรถเก่า การที่เราใช้ยางตามสเป็กรถเดิมจะทำให้การทำงานของเครื่องยนต์รอบเครื่องทำงานได้ปกติครับ โดยวิธีการดูมีอยู่สองวิธีครับแน่นอนก็คือที่คู่มือรถครับจะมีระบุชัดเจนว่ายางไซส์อะไรที่เป็นยางไซส์ติดรถ กับอีกอย่างก็คือ สติกเกอร์ที่บอกการเติมลมยางนั้นจะมีบอกไซส์ยางด้วยนะครับ โดยส่วนมากจะติดอยู่ที่ข้างประตูคนขับครับ หรือ รถบางคันอาจจะติดที่ฝาถังเติมน้ำมันครับ ก็จะทำให้เรานั้นใช้ยางได้เหมาะสมกับรถมือสองที่เราซื้อมามากที่สุดครับ ปัจจุบันโปรโมชั่นยางรถมากมายที่ Tiresbid เรามีกว่า 18 ยี่ห้อชั้นนำเลยครับ

Tiresbid-Online แพลตฟอร์มเรื่องยางรถที่ดีที่สุด บริการอย่างมืออาชีพ

สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการเช็คยางใหม่เปลี่ยนยางใหม่สามารถเข้ามาเช็คได้ที่เว็บไซต์จอง Tiresbid เราครับ เพราะเราเป็นแพลตฟอร์มจำหน่ายยางรถยนต์ที่ดีที่สุดในประเทศไทยครับผม หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยไม่รู้ว่าจะเลือกยางยี่ห้อไหนและช็อปเช็กยาง & นัดหมายออนไลน์ที่ https://tiresbid.com/home ได้เลยครับ เพราะเราเป็นเว็บจำหน่ายยางที่ดีที่สุดครับ มีแบรนด์สินค้าคุณภาพให้เลือกมากที่สุด และเพื่อนๆสามารถหาอ่านบทความรู้ยานยนต์และรีวิวยางรถยนต์ครอบคลุมการใช้งานมากที่สุดในประเทศ แถมไทร์บิดเรายังมีบริการผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาอย่างเป็นกลาง

ให้เพื่อนๆที่ต้องการสอบถามได้ยางที่เหมาะสมที่สุดผ่านทาง Line OA : @tiresbid (เติม@ด้วยนะครับ) เราเป็นตัวกลางยางมืออาชีพโปรโมชั่นยางรถพิเศษไทร์บิดมากมาย  ให้บริการครบทุกรูปแบบ จุดบริการร้านยาง เปลี่ยนถึงบ้าน จัดส่ง Fast service ทุกรูปแบบการรับบริการนัดหมายล่วงหน้า ใช้เวลาเพียง 1 ชม.ในการรับบริการติดตั้งเปลี่ยนยาง ให้เรื่องยางรถของคุณง่ายยิ่งขึ้น ซื้อยางรถยนต์มั่นใจทุกครั้งที่ไทร์บิด วันนี้ก็ขอขอบคุณมากครับเพื่อนๆที่ติดตาม หากมีข้อสงสัยเลือกยางไม่ถูกสอบถามมาที่ไทร์บิดของเราได้เลยครับ วันนี้ขอบคุณมากครับ