27 April, 2017
Share
shares
แชร์บทความนี้บน:

การขับรถให้ปลอดภัยนั้นต้องการมากกว่าความเข้าใจป้ายจราจรและกฎจราจร เมื่อคุณอายุมากขึ้น ร่างกายก็จะไม่แข็งแรงเหมือนเคย และทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นและความว่องไวในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ลดน้อยลงไปด้วย รวมไปถึงความสามารถในการขับขี่รถยนต์ต่าง ๆ เช่น การเอี้ยวคอไปมองรถด้านข้างในขณะที่กำลังจะเลี้ยวอาจทำได้ยากขึ้น เป็นต้น ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว และยังมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่มีสุขภาพที่ดี สามารถพึ่งพาตนเอง และยังขับรถด้วยตนเองได้ และในบางครั้งอาจต้องเดินทางไปทำธุระด้วยตนเอง หรือออกไปพบเจอเพื่อนฝูงเองอยู่บ่อย ๆ นี่ก็คือเคล็ดลับ 7 ประการสำหรับผู้สูงอายุเพื่อการขับขี่รถยนต์ที่ปลอดภัย

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

คุณอาจเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตนเองระหว่างขับรถเมื่ออายุมากขึ้นได้ ว่ามีการตอบสนองที่แย่ลง เช่น การหมุนพวงมาลัย การมองข้ามหัวไหล่เพื่อมองหลัง หรือการถอยรถไปจอด ทำได้ลำบากมากขึ้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายของคุณแข็งแรงและมีการตอบสนองของร่างกายที่ดีขึ้น พยายามใช้วิธีออกกำลังกายแบบง่าย ๆ ที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน การเดินบ่อย ๆ ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีและง่ายกับหลาย ๆ คน หรือเลือกการออกกำลังกายที่ช่วยการยืดหยุ่นหรือเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อก็จะช่วยเพิ่มความสามารถการขับขี่ของผู้ขับขี่สูงอายุได้ แต่ท่านใดที่มีปัญหาด้านสุขภาพ อย่าลืมปรึกษาคุณหมอก่อนออกกำลังกายด้วยว่าสามารถออกกำลังได้มากน้อยเพียงใด

2. นัดตรวจสุขภาพตาและหูเป็นประจำ

ประสาทตาและหูมักจะแปรผกผันกับอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าการทำงานของตาและหูช้าลงหรือแย่ลงจนไม่ได้ยินเสียงรถที่กำลังพุ่งมา หรือเสียงบีบแตรแล้วล่ะก็ คงจะไม่ดีแน่ ๆ และโรคทางสายตาในผู้สูงอายุ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน หรือโรคจอประสาทตาเสื่อม อาจทำให้มองในที่มืดได้ไม่ชัดเจนจนเป็นปัญหาในการขับรถตอนกลางคืน ควรไปตรวจเช็คสุขภาพตาและหูอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถึงแม้ว่าคุณคิดว่าตาและหูของคุณยังดีอยู่ก็ตาม กันไว้ดีกว่าแก้นะ

3. ดูแลและจัดการโรคเรื้อรัง

ปรึกษาและหาหมออย่างเป็นประจำเพื่อรับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคที่อาจส่งผลต่อการขับรถได้ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการชัก ทำตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดเพื่อให้อาการคงที่หรือบรรเทาลง หากหมอสั่งห้ามขับขี่อย่างเด็ดขาด คุณควรทำตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นการรู้จักยาของตนเองยังสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือ ยาต้านภูมิแพ้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขับรถได้ ถึงแม้ว่าคุณจะรู้สึกปกติดี อ่านฉลากยาหรือถามแพทย์ให้ชัดเจนว่ายาตัวไหนมีผลอย่างไรบ้าง และห้ามขับรถเด็ดขาดหากคุณได้ทานยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง

4. รู้ลิมิตของตนเอง

รู้ลิมิตของร่างกายตนเอง โดยรู้ว่าเมื่อไหร่ร่างกายของตนเองกำลังแสดงอาการผิดปกติ และเลือกใช้สิ่งที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณเริ่มมีอาการเจ็บมือจากการหมุนพวงมาลัย ลองเลือกใช้ที่ครอบพวงมาลัยรถเมื่อลดการเสียดสีของมือ ให้หมุนพวงมาลัยได้สบายมากขึ้น หรือลองหาวิธีแก้ไขปัญหาอื่น ๆ เช่น เลือกใช้รถที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายขึ้น อย่างรถที่มีหน้าจอสัญญานที่ใหญ่กว่าปกติ ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ขับขี่สูงอายุ

5. เลือกขับรถเวลาที่มองเห็นได้ชัดเจน

คุณสามารถเพิ่มความปลอดภัยทางการขับขี่ได้อย่างมาก หากเลือกขับรถในเวลากลางวัน ซึ่งเป็นเวลาที่มองเห็นรถและทางได้อย่างชัดเจน เลือกช่วงเวลาที่อากาศดี ถนนมีรถไม่มากนัก หรือขับในเส้นทางที่คุ้นเคย หากสภาพอากาศหรือเส้นทางไม่เป็นใจ ควรเลี่ยงการขับรถเอง โดยเลื่อนเวลานัด หรือใช้ขนส่งมวลชน หรือเดินทางด้วยวิธีอื่น ๆ จะดีกว่า อย่าขับรถเวลาที่คุณกำลังโกรธมาก ๆ หรือ เหนื่อยมาก ๆ เพราะจะทำให้เราไม่โฟกัสกับการขับขี่ และลดทอนความสามารถในการประมาณการไป และแน่นอนว่า ห้ามขับรถเด็ดขาดหลังดื่มแอลกอฮอล์

6. วางแผนล่วงหน้า

วางแผนเส้นทางให้เรียบร้อยก่อนจะออกรถ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคอยเปิดแผนที่หรือคอยเหลือบมองสัญญานป้ายบอกทางต่าง ๆ หากคุณใช้ GPS เป็นตัวช่วยในการเดินทาง เปิดการนำทางสถานที่ที่จะไปให้เสร็จเรียบร้อยก่อนออกรถ หากจำเป็น ให้โทรสอบถามเส้นทางให้เรียบร้อยเสียก่อน และอย่ารับประทานอาหารว่าง คุยโทรศัพท์ เปลี่ยนช่องวิทยุ ระหว่างการขับรถ หรือทำอะไรที่เป็นการทำลายสมาธิของการขับรถโดยเด็ดขาด

7. อัพเดตสกิลการขับรถของคุณ

ลองพิจารณาไปเรียนขับรถดูอีกสักครั้ง นอกจากจะเป็นการอัพเดตสกิลการขับรถของคุณแล้ว ยังเป็นการเรียนรู้และอัพเดตกฎหมายใหม่ ๆ ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงด้วย

หากคุณเริ่มมีอาการมึนงง หรือเกิดความกังวลในขณะที่ขับรถ ให้หยุดขับรถและนำรถไปจอดในที่ที่ปลอดภัย แล้วติดต่อลูกหลานหรือผู้ดูแลมาขับรถกลับให้ หรือ เลือกใช้ขนส่งสาธารณะกลับบ้านไปก่อน แล้วกลับมาเอารถภายหลัง เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความปลอดภัยของตัวคุณเอง นอกจากนั้น เลือกใช้ประกันรถที่คุ้มครองและมีบริการที่ดีไว้ใจได้ อย่างประกันภัยรถยนต์ “รู้ใจ” ที่พร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ด้วยประกันชั้น 1 ที่ฟรีบริการฉุกเฉินกรณีรถเสียตลอด 24 ชม. การันตีถึงที่เกิดเหตุภายใน 30 นาที โทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 117 2222 หรือคลิกเช็คเบี้ยประกันภัยรถที่ www.roojai.com

โทร 02 117 2222

แชร์บทความนี้บน: