เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีของการเดินทาง โดดเด่นทั้งความประหยัด เทคโนโลยีช่วยขับขี่ ฯลฯ แต่ต้องยอมรับว่า การขับรถไฟฟ้าในช่วงวันหยุดยาว เช่น ทริปวันหยุดปีใหม่ สงกรานต์ หนึ่งสิ่งที่หลายคนกังวลคือเรื่องต้องแวะชาร์จแบตฯ บ่อย ๆ โดยเฉพาะถ้าต้องขับรถขึ้นเขา-ลงเขา
สนใจอ่านแค่บางเรื่อง ก็เลือกได้เลย!
ทริปหยุดยาว วางแผนขับรถยนต์ไฟฟ้ายังไงดี?
การขับรถไฟฟ้าในช่วงวันหยุดยาว อาจดูเหมือนเป็นความท้าทาย เนื่องจากหลายคนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับระยะทางและสถานีชาร์จ ที่อาจไม่สะดวกสำหรับการหยุดพัก โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางผ่านเส้นทางที่ขึ้นเขา หรือในพื้นที่ห่างไกลจากแหล่งชาร์จไฟฟ้า ดังนั้นการ ‘วางแผนล่วงหน้า’ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ
- วางแผนเส้นทาง และคำนวณระยะทาง แนะนำให้เช็คว่าระหว่างทางมีจุดชาร์จไฟตรงไหนบ้าง เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลว่ารถจะแบตหมดกลางทาง
- เพิ่มลมยางสักนิด ช่วยได้เยอะ ถ้าขับรถพร้อมผู้โดยสารเต็มคันรถ รวมถึงมีสัมภาระค่อนข้างมาก ลองเพิ่มแรงดันลมยางอีกสัก 4-6 PSI ก็จะช่วยลดแรงเสียดทานกับถนน และทำให้รถกินไปน้อยลง
- บรรทุกเฉพาะของที่จำเป็น แนะนำว่าอย่าขนของ/สัมภาระไปออกทริปเยอะเกินไป เพราะน้ำหนักมีผลต่อแบตเตอรี่รถไฟฟ้าโดยตรง ถ้ารถหนักก็ต้องใช้พลังงานมากขึ้น ระยะทางที่วิ่งได้ก็จะสั้นลง
- ยิ่งเหยียบยิ่งเปลือง ยิ่งขับเร็วเท่าไหร่แบตเตอรี่ก็หมดเร็วขึ้น แนะนำให้ใช้ความเร็ว 90-100 กม./ชม. กำลังดี
- เปิดโหมด ECO ช่วยประหยัดไฟสุด ๆ โหมด ECO จะปรับการทำงานของระบบต่าง ๆ ให้ประหยัดพลังงานมากที่สุด แม้ว่าอาจทำให้การขับขี่ไม่ลื่นไหลเท่าปกติ แต่ถ้าต้องการระยะทางไกล ๆ โดยไม่ต้องแวะชาร์จบ่อยก็เปิดโหมดนี้ไว้ได้เลย
นอกจากจะต้องศึกษาเส้นทางก่อนเดินทางแล้ว การมี “ประกันรถยนต์ไฟฟ้า” ที่คุ้มครองตอบโจทย์ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่รู้ใจ ปรับแต่งแผนได้ตามใจ พร้อมคุ้มครองรถ คุ้มครองแบต คุ้มครองคุณ ทั่วไทย

วิธีขับรถไฟฟ้าขึ้นเขา-ลงเขา ควรทำยังไง?
เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีความแตกต่างจากรถใช้น้ำมันค่อนข้างมาก อาทิ ระบบขับเคลื่อน อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนบางชิ้น รวมถึงระบบเบรก หลายคนจึงเกิดคำถามตามมาว่าถ้าขับรถขึ้นเขา-ลงเขา รวมถึงทางลาดชันด้วยรถยนต์ไฟฟ้า จะมีเทคนิคที่ต่างจากรถยนต์ทั่วไปหรือไม่ ดังนี้
1. ระวังโหมดไฟเต่าโชว์
คนใช้รถไฟฟ้าบางรุ่นอาจรู้จักกับไฟเตือนหน้าปัดรูปเต่า ไฟนี้เรียกว่า “Limp Mode” ระบบป้องกันตัวเองจากความเสียหายของมอเตอร์และแบตเตอรี่ที่เกิดจากความร้อนสูง ในตอนที่รถใช้กำลังอย่างหนักจากกรณีต่าง ๆ เช่น ไต่รถขึ้นเขา ตัวมอเตอร์จะเร่งเพื่อเอาชนะแรงโน้มถ่วง ดึงไฟฟ้าจากเซลล์แบตฯ อย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความร้อนสะสม ถ้าระบบจัดการความร้อนของแบตฯ ทำงานไม่ทัน ไฟรูปเต่านี้แหละจะมาหาคุณพร้อมกับกำลังขับเคลื่อนที่ด้อยประสิทธิภาพจนทำตัวรถขึ้นเขาไม่ไหว
2. ใช้โหมด Normal หรือ Auto
ใช้โหมด Normal หรือ Auto เพื่อคุมกำลังรถให้สมดุล ค่อยๆ เหยียบคันเร่งเลี้ยงความเร็ว ไม่จำเป็นต้องกดหนักเหมือนรถน้ำมัน ซึ่งโหมดนี้จะช่วยคุมความร้อนของแบตด้วย และหลีกเลี่ยงโหมด Eco ระหว่างขึ้นเขา เพราะจำกัดกำลัง ทำให้รถเร่งไม่ทันช่วงชัน
3. ไม่บรรทุกของหนัก
เพราะน้ำหนักมีผลต่อแบตเตอรี่รถไฟฟ้าโดยตรง บวกกับต้องขับขึ้นเขาแล้วด้วย ทำให้รถรับภาระหนักกว่าเดิม ทางที่ดีคือจำกัดน้ำหนักและขนไปเฉพาะที่จำเป็น
4. ไม่ควรชาร์จเต็ม 100%
สำหรับการขับลงเขา เมื่อเบรคเราจะได้พลังงานคืนจาก regenerative braking โดยสิ่งที่ต้องระวัง คือ ระบบ Regenarative braking จะไม่ทำงานในกรณีที่ ‘แบตเตอรี่เต็ม’ ดังนั้นก่อนขับรถลงเขาจึงห้ามชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% แนะนำให้คงระดับแบตให้อยู่ระหว่าง 80-90% ตอนขึ้นเขา-ลงเขา เพื่อให้มอเตอร์ได้หน่วงกำลังไปชาร์จไฟกลับ ซึ่งจะทำให้ระบบช่วยในการหยุดรถได้อย่างปลอดภัย

5. ใช้ Regenarative braking
เมื่อต้องขับรถไฟฟ้าลงทางชัน ลงเขาในเส้นทางยาว ๆ จะต้องใช้ระบบ Regenarative braking หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันติดปากว่า “รีเจ็น” ระบบที่ช่วยชะลอความเร็วของรถเมื่อยกเท้าออก ระบบจากคันเร่ง แถมตัวมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยเจ็นไฟฟ้ากลับเข้าไปเติมให้ตัวแบตเตอรี่ได้ด้วย และที่สำคัญ! ไม่ควรเหยียบเบรกธรรมดาต่อเนื่องกันนาน ๆ เพราะอาจทำให้ผ้าเบรกไหม้ จากการทำงานหนักต่อเนื่อง ตัวผ้าเบรกร้อนจัดจนเกิดอาการ Brake Fade จนเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
หนึ่งสิ่งที่ต้องรู้คือ “ไม่ใช่ทุกครั้งที่ระบบ Regenarative braking” จะพร้อมทำงาน สิ่งที่ต้องทำคือควรสังเกตความผิดปกติของระบบโดยเช็คจากไฟหน้าปัด และอาการของรถว่าการขับขี่เหมือนเดิมไหมเมื่อปล่อยคันเร่งแล้ว รถหน่วงขึ้นโดยไม่ต้องเหยียบเบรกหรือไม่ หากไม่เกิดอาการหน่วง ควรหาที่จอดพักหรือเหยียบเบรกปกติช่วยไปพลาง ๆ ก่อน
ทำความรู้จักระบบ Regenarative braking
หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่อยากขับรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว ไม่ว่าจะปีใหม่ หรือสงกรานต์ โดยระบบ Regenarative braking คือ เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้ากลับคืนได้ ยิ่งเบรคยิ่งได้แบตมากขึ้น
ซึ่งในการเบรกของรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละครั้ง จะได้พลังงานคืนมากว่า 50% ของพลังงานจลน์ทั้งหมดที่เสียไปในระหว่างการเบรกเพื่อลดความเร็ว แต่ทั้งนี้ระบบ Regenarative braking ‘ไม่ได้ทดแทน’ ระบบเบรกธรรมดาเหมือนที่ใช้ในรถน้ำมันทั่วไป เพราะยังไงระบบเบรกตัวรถยังถือว่าสำคัญที่สุดสำหรับการห้ามล้อหยุดรถเมื่อฉุกเฉิน
6. ใช้ระบบ One-pedal หรือ E-pedal
ถ้ารถมีระบบนี้ให้เปิดเลย ระบบ One-pedal คือ ระบบที่ช่วยให้รถเกิด ‘อาการหน่วง’ จนรถหยุดจอดสนิท เมื่อผู้ขับขี่ถอนคันเร่ง ทำให้รถชะลอและหยุดลงได้อย่างปลอดภัยด้วยการขับขี่ที่ใช้เพียงแค่แป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องเคลื่อนเท้าไปเหยียบแป้นเบรก โดย One‑Pedal จะทำให้ regen เข้ามาแบบสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องปรับเอง
ส่วนระบบ E-pedal นี้เป็นเหมือนชื่อเฉพาะของระบบ One-pedal ที่ทาง Nissan ใช้เรียกกับรถไฟฟ้าหรือรถ Hybrid ของแบรนด์ เป็นเทคโนโลยีที่รวมแป้นคันเร่งกับเบรกเช่นกันใกล้เคียงกับ One-pedal หลักการทำงานเหมือนกันทั้งเรื่องช่วยลดความเร็ว ช่วยเบรก และใช้คันเร่งได้อย่างสมบูรณ์โดยในตัวเอง
การขับขี่บนทางลาดชัน ขับรถขึ้นเขาและลงเขา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประเภทใดก็ตาม ผู้ขับขี่จะต้องระมัดระวังในการขับเป็นพิเศษ รวมถึงมีช่วงระยะเวลาพักรถเพื่อไม่ให้รถทำงานหนักเกินไปด้วยเช่นกัน
สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้ เกี่ยวกับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ด้านสุขภาพ รวมถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประกันภัยต่าง ๆ ได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือเพิ่มเพื่อนทาง LINE ได้เลย (Official LINE ID: @roojai)
คำจำกัดความ
| ผ้าเบรก | ชิ้นส่วนสำคัญของระบบเบรกในรถยนต์ ที่ทำหน้าที่ เสียดสีกับจาน เพื่อให้ล้อชะลอและหยุดรถได้ |
| Brake Fade | อาการที่ ประสิทธิภาพของเบรกลดลงอย่างมาก แม้คุณจะเหยียบเบรกแรงเท่าเดิมมักเกิดตอน เบรกทำงานหนักและความร้อนสูงเกินไป เช่น ลงเขายาว ๆ หรือเบรกถี่ ๆ |