เมื่อการวิ่ง กลายมาเป็นหนึ่งในรูปแบบการออกกำลังกายที่เรียบง่าย ใช้ต้นทุนน้อยที่คนยุคนี้เลือกในเป็นหนึ่งทางเพื่อการดูแลสุขภาพ ทั้งช่วยในเรื่องการเผาผลาญพลังงาน ระบบหัวใจและหลอดเลือด ฯลฯ แม้คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย การวิ่งนี่แหละง่ายที่สุด และถ้าหากคุณเป็นมือใหม่หัดวิ่งคำถามที่ตามมาคือ “เริ่มยังไงดี” รู้ใจจะช่วยตอบคำถามนั้น พร้อมแนะนำตั้งแต่รองเท้าวิ่ง เสื้อผ้า การวอร์มร่างกายก่อนวิ่ง เพื่อให้ร่างกายของคุณพร้อมมากที่สุด
สนใจอ่านแค่บางเรื่อง ก็เลือกได้เลย!
- เข้าใจตัวเองก่อนเริ่มวิ่ง
- ฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป
- วอร์มอัพร่างกาย
- รองเท้าวิ่ง ตัวช่วยลดการบาดเจ็บ
- เสื้อผ้า ใส่สวยและช่วยซัพพอร์ตคุณ
- Gadget เสริม จำเป็น (ต่อใจ)
- มองหางานวิ่ง บูสเอนเอร์จี้ เติมกำลังใจ
1. เข้าใจตัวเองก่อนเริ่มวิ่ง
ก่อนเริ่มวิ่ง สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจตัวเองให้ชัดเจน ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้เราสามารถสร้างวินัยในการวิ่งได้ โดย
- เริ่มตั้งเป้าหมายของการวิ่ง ถามตัวเองว่ามีแรงจูงใจอะไร เช่น อยากลดน้ำหนัก อยากท้าทายตัวเอง ทำเพื่อสุขภาพและประโยชน์จากการวิ่ง หรืออยากสร้างวินัยออกกำลังกายเป็นประจำ
- ประเมินสภาพร่างกายปัจจุบัน เช่น น้ำหนัก สุขภาพ มีโรคประจำตัวหรือไม่ แล้วเลือกวิธีการวิ่งที่เหมาะสมกับเป้าหมายและสภาพร่างกายของตัวเอง
- นอกจากการตั้งเป้าหมายใหญ่แล้ว ควรกำหนดเป้าหมายย่อยที่ทำได้จริง เช่น เป้าหมายคือวิ่ง 10 กิโลเมตร ก็ควรตั้งเป้าหมายย่อย เช่น วิ่งต่อเนื่องให้ได้สัก 10 นาทีก่อน หรือออกวิ่งสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อค่อย ๆ สร้างความมั่นใจและความสำเร็จทีละขั้น
2. ฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป
จากหัวข้อที่แล้วที่ให้กำหนดเป้าหมายย่อย ก็เพื่อให้การฝึกวิ่งแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับมือใหม่หัดวิ่ง ทำให้ไม่หมดกำลังใจหรือท้อไปก่อน โดยมือใหม่อาจ
- เริ่มจากการผสมการเดินและวิ่ง เช่น วิ่ง 1 นาทีแล้วเดินพัก 1 นาที สลับกันหลายช่วง เพื่อให้ร่างกายปรับตัวอย่างปลอดภัย
- เมื่อเริ่มรู้สึกแข็งแรงขึ้น ค่อย ๆ เพิ่มเวลาวิ่งหรือความถี่ตามความสามารถ แต่หลีกเลี่ยงการเพิ่มมากเกินไปในครั้งเดียว เพราะอาจทำให้บาดเจ็บได้
- อย่าลืมกำหนดวันพักอย่างน้อย 1–2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาฟื้นตัวและพร้อมสำหรับการฝึกครั้งต่อไป
3. วอร์มอัพร่างกาย
การวอร์มร่างกายก่อนวิ่งเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วมันคือพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อและเอ็นยืดหยุ่น ลดโอกาสบาดเจ็บจากการวิ่ง และทำให้การวิ่งราบรื่นขึ้น เริ่มด้วยการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวต่อเนื่อง (Dynamic Stretching) เช่น leg swings, walking lunges, high knees หรือ butt kicks เพื่อปลุกกล้ามเนื้อให้พร้อม จากนั้นต่อด้วยการจ็อกกิ้งเบา ๆ หรือเดินเร็วประมาณ 5–10 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย
4. รองเท้าวิ่ง ตัวช่วยลดการบาดเจ็บ
การเลือกรองเท้าวิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรองเท้าที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงบาดเจ็บและทำให้วิ่งสบายขึ้น ควรเลือกรองเท้าที่ออกแบบมาสำหรับการวิ่งโดยเฉพาะ โดยการซื้อควรไปลองที่ร้าน ไม่ให้หน้าเท้าคับเกินไป และไม่ให้หลวมเกินไป และถ้าเป็นไปได้สำหรับคนที่มีงบ ลองไปที่ร้านที่มีบริการวิเคราะห์ลักษณะเท้าขณะเดินหรือวิ่ง ซึ่งจะคัสตอมให้เหมาะสรีระของเรา และเมื่อรองเท้าเริ่มเสื่อมสภาพ เช่น พื้นรองเท้าต่ำลงหรือยุบง่าย ซึ่งมักเกิดหลังวิ่งไปประมาณ 300–500 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับแบรนด์และรุ่น) ก็ถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนคู่ใหม่เพื่อรักษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการวิ่ง

5. เสื้อผ้า ใส่สวยและช่วยซัพพอร์ตคุณ
การเลือกเสื้อผ้าและชุดวิ่งที่เหมาะสมช่วยให้การวิ่งสบายและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเสื้อผ้าที่ใส่วิ่งสมัยนี้ไม่ได้ดีแค่ฟังก์ชัน แต่มีแฟชั่น ใส่แล้วสวยหล่อ มั่นใจ ช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจในการวิ่ง ให้คุณรู้สึกมั่นใจและสนุกกับการออกวิ่งอีกด้วย โดยควรเลือกชุดวิ่งที่
- ระบายอากาศดี มีเทคโนโลยีช่วยระบายเหงื่อและความร้อน เช่น ผ้าโพลีเอสเตอร์หรือผ้าที่ออกแบบสำหรับกีฬา เพื่อให้ตัวแห้งเร็วและไม่อับชื้น
- น้ำหนักเบาและยืดหยุ่น เพื่อไม่จำกัดการเคลื่อนไหวและทำให้วิ่งคล่องตัว ควรเลือกที่พอดีตัว ไม่หลวมจนเกะกะ
- ไม่มีตะเข็บแข็งหรือจุดเสียดสี ลดโอกาสเกิดแผลหรือรอยถลอกจากการเสียดสี
- คนที่ชอบวิ่งตอนเช้ามืดหรือตอนค่ำ ควรใช้เสื้อผ้าหรือแถบสะท้อนแสงเพื่อเพิ่มความปลอดภัย
- ผู้หญิงควรเลือกชุดชั้นในหรือบราแบบสปอร์ตจะช่วยลดการโยกของหน้าอก ทำให้วิ่งได้มั่นใจขึ้น และไม่ควรเลือกแบบที่มีโครงเหล็กหรือรัดหน้าอกจนเกินไป
- ถุงเท้าก็ควรเลือกแบบที่ดูดซับความชื้นและลดการเสียดสี เพื่อป้องกันการเกิดแผลหรือพองระหว่างวิ่ง
- กางเกงหรือกระโปรงวิ่ง ควรเลือกที่มีซับในให้กระชับ ซึ่งจะช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและป้องกันการเสียดสี โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักเยอะ
6. Gadget เสริม จำเป็น (ต่อใจ)
อุปกรณ์เสริมที่ไม่ต้องมีก็วิ่งได้ แต่หากมีจะเป็นตัวช่วยสำหรับการวิ่ง ช่วยให้การออกกำลังกายสะดวกสำหรับเรามากขึ้น ได้แก่
- นาฬิกาวิ่งหรือสมาร์ทวอชที่ช่วยติดตามระยะทาง เวลา อัตราการเต้นหัวใจ และบอกจำนวนพลังงานที่เผาผลาญไประหว่างวิ่ง
- กระเป๋าคาดลำตัว สำหรับใส่กุญแจ โทรศัพท์ และบางรุ่นมีช่องใส่ขวดน้ำ เพิ่มความคล่องตัวระหว่างวิ่ง
- ขวดน้ำแบบพกพาหรือสายสะพายขวดน้ำน่ารัก ๆ เท่ ๆ ตามสไตล์
- ผ้าซับเหงื่อ ช่วยให้วิ่งสบายขึ้น ลดความรำคาญจากเหงื่อ
7. มองหางานวิ่ง บูสเอนเอร์จี้ เติมกำลังใจ
นอกจากการวิ่งที่ฝึกอยู่เป็นประจำแล้ว อย่าลืมมองหางานวิ่ง ที่ที่คุณจะได้พบกับประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อนใหม่ ท้าทายตัวเอง และได้เติมกำลังใจจากความสำเร็จที่ได้วิ่งเข้าเส้นชัยอีกด้วย โดยสำหรับการเข้าร่วมงานวิ่งครั้งแรก ให้เลือกอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าเพิ่งเลือกระยะทางเยอะ ๆ สำหรับระยะทางในงานวิ่ง มีดังนี้
- Fun Run วิ่งระยะสั้น สนุก ๆ ไม่เน้นแข่งขัน ประมาณ 5 กม. เหมาะสำหรับมือใหม่หรือคนที่อยากวิ่งชิล ๆ
- Mini Marathon วิ่งระยะกลาง ประมาณ 10 กม. สำหรับคนที่เริ่มจริงจังขึ้น
- Half Marathon วิ่งระยะ 21.1 กม. หรือครึ่งหนึ่งของระยะมาราธอนมาตรฐาน ท้าทายกำลังใจและความฟิต
- Marathon วิ่งระยะเต็ม 42.195 กม. สำหรับสายฮาร์ดคอร์ที่อยากพิสูจน์ตัวเอง
- Ultra Marathon วิ่งระยะเกิน 42 กม. ขึ้นไป เหมาะกับนักวิ่งสายอึดสุดขีด
แม้การวิ่งจะเป็นการออกกำลังกายเบา ๆ แต่ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเวลา เช่น ลื่นล้ม หรือข้อเท้าพลิกโดยไม่ตั้งใจ การมีประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลติดตัวไว้ตั้งแต่วันแรกของการเริ่มฝึกวิ่ง จะช่วยให้คุณฝึกอย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นระหว่างเส้นทางสู่เป้าหมาย
เคล็ดลับ วิ่งสม่ำเสมอ ไม่มีท้อ ต้องทำยังไง?
เป็นเรื่องปกติที่มือใหม่หัดวิ่งจะเจออุปสรรคเรื่อง “ใจไม่สู้” เหนื่อย ปวดขา หรือรู้สึกว่าวิ่งไม่ไปไหน แต่มีหลายวิธีที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ ดังนี้
- รู้จักโซนสบาย – ให้คุณวิ่งที่ความเร็วที่ยังสามารถพูดประโยคสั้น ๆ ได้โดยไม่หอบมากเกินไป วิธีนี้จะช่วยให้คุณฝึกความอึด ไม่เน้นความเร็วที่มากเกินไปตั้งแต่ต้น
- ใช้เทคนิคสลับเดิน-วิ่ง จะช่วยลดอาการเหนื่อย และช่วยให้วิ่งได้ต่อเนื่องนานขึ้น เช่น วิ่ง 1 นาที เดิน 1 นาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนการวิ่ง
- มีรางวัลให้ตัวเอง เมื่อคุณทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้สำเร็จ เช่น วิ่งได้ 20 นาที ครบ 4 รอบ ควรมีรางวัลให้ตัวเองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นกินของที่ชอบ ดูหนัง เป็นต้น
- หาคู่วิ่งหรือกลุ่มวิ่ง มีเพื่อนร่วมทางจะช่วยเพิ่มแรงใจ ทำให้คุณไม่อยากขาดเพราะกลัวคนอื่นรอ นอกจากนี้ยังเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อีกด้วย
- บันทึกความคืบหน้า & ติดตามผล ใช้แอปพลิเคชันหรือสมาร์ทวอชเก็บข้อมูล เช่น ระยะทาง เวลา pace ฯลฯ แล้วมองย้อนดูว่าเมื่อก่อนคุณวิ่งได้กี่นาที/กิโล และก้าวหน้าอย่างไร เพราะการเห็นความก้าวหน้าจะช่วยให้คุณมีแรงใจต่อ
- ฟังสัญญาณจากร่างกาย ถ้าไม่ไหวหรือบาดเจ็บควรพัก หรือปรึกษาแพทย์
การเริ่มต้นเป็นมือใหม่หัดวิ่งอาจดูท้าทาย แต่ถ้าคุณมีแผน มีรองเท้าวิ่ง/อุปกรณ์ที่เหมาะสม และรู้จักวอร์มร่างกายก่อนวิ่งอย่างถูกต้อง คุณจะค่อย ๆ พัฒนาจนถึงจุดที่สามารถวิ่งต่อเนื่องได้ โดยไม่เหนื่อยจนท้อ และอาจได้เข้าร่วมงานวิ่งเพื่อท้าทายตัวเองในอนาคตได้อีกด้วย สิ่งสำคัญ คือ ‘ความสม่ำเสมอ’ และรู้จักฟังร่างกายตัวเอง หากวันไหนอ่อนล้าให้ลดระยะหรือพักก่อน แล้วค่อยกลับมาฝึกใหม่
สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้ เกี่ยวกับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ด้านสุขภาพ รวมถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประกันภัยต่าง ๆ ได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือเพิ่มเพื่อนทาง LINE ได้เลย (Official LINE ID: @roojai)
คำจำกัดความ
| Pace | อัตราเร็วหรือฝีเท้า |
| Dynamic Stretching | การยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ไม่ใช่การยืดค้างเหมือน Static Stretching จุดประสงค์คือกระตุ้นกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และระบบไหลเวียนเลือดให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย |