ทำไมคุณต้องซื้อกรมธรรม์ประกันรถยนต์ที่มีค่าเสียหายส่วนแรก?

ค่าเสียหายส่วนแรกของประกันรถยนต์ (1) | Roojai.com

ตลาดประกันรถยนต์ของไทยมีลักษณะเฉพาะเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ ทั้งในเอเชียและทั่วโลก ลักษณะเฉพาะที่ว่านั้นก็คือ กรมธรรม์ประกันรถยนต์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก

จากความเชี่ยวชาญของ Roojai.com นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากกรมธรรม์ที่ไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก ไม่ใช่ลูกค้า ผู้เอาประกัน หรือสังคมแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยแท้จริงก็คือ ตัวแทนหรือนายหน้า ที่ได้รับค่า Commission จากเบี้ยประกันรถยนต์ที่สูงเกินจริง

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ค่าเสียหายส่วนแรก คืออะไร?

ค่าเสียหายส่วนแรก คือ ค่าใช้จ่ายที่ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบตามจำนวนที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วตนเป็นฝ่ายผิดหรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ กล่าวง่าย ๆ คือ ค่าความเสี่ยงของผู้ขับขี่ที่ต้องรับผิดชอบเบื้องต้น ก่อนที่บริษัทประกันภัยรถยนต์จะเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนที่เหลือของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม หากผู้ขับขี่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดในอุบัติเหตุครั้งนั้น ๆ ก็ไม่ต้องเป็นกังวลกับค่าเสียหายส่วนแรกที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เพราะบริษัทประกันภัยรถยนต์จะเรียกคืนค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากบุคคลที่เป็นฝ่ายผิด และค่าเสียหายส่วนแรกจะไม่ถูกนำมาบังคับใช้กับผู้เอาประกัน

ตัวอย่าง

หากผู้ขับขี่ขับรถชนเสาในที่จอดรถ แล้วเลือกรับค่าเสียหายส่วนแรกไว้ในกรมธรรม์ 5,000 บาท และมีค่าซ่อมรถ 12,000 บาท นั่นหมายความว่าบริษัทประกันภัยรถยนต์จะจ่าย 7,000 บาท และผู้ขับขี่จะจ่าย 5,000 บาท โดยหากค่าซ่อมรถเพียง 3,000 บาท ผู้เอาประกันสามารถเลือกจ่ายเองได้ เพื่อไม่ให้เสียประวัติเคลม ด้วยวิธีนี้จะไม่ส่งผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์และส่วนลดประกันภัยรถยนต์ ประวัติดี

แล้วกรรมธรรม์ประกันรถยนต์ที่ไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรกนั้นไม่ดียังไง?

ผู้เอาประกันโดยทั่วไป มักเชื่อว่ากรมธรรม์ที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกนั้นดี ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล บริษัทประกันภัยรถยนต์จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ฟังผิวเผินอาจจะดูดีมาก หากแต่คุณได้มองลึกลงไปอีกนิดว่าเบี้ยประกันรถยนต์นั้นคำนวณอย่างไร

เมื่อไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกแล้ว ความเสียหายเล็ก ๆ น้อย ๆ จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจะมีการเคลมประกันกับบริษัทประกันภัยรถยนต์ ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์มีรอยบุบเล็กน้อย เมื่อมีการแจ้งเคลมประกันก็จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท บริษัทประกันภัยรถยนต์จะต้องเดินเรื่องเอกสารและจัดส่งเจ้าหน้าที่ผู้สำรวจภัยมาตรวจสอบความเสียหาย จากนั้นประสานงานกับทางอู่เพื่ออนุมัติการซ่อม หลังจากนั้นจะได้รับใบเสนอราคาจากอู่ซ่อมรถ ตรวจสอบใบเสนอราคา รับใบแจ้งหนี้ และชำระใบแจ้งหนี้ มีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากที่ต้องจัดการเอกสารเพื่อเคลมประกัน 3,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดการเคลมประกันที่ยังไม่รวมค่าซ่อมนั้นโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท คุณอาจจะคิดว่าคุณไม่ได้ชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ แต่ในความเป็นจริง การคำนวณเบี้ยประกันรถยนต์ได้รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหล่านี้ไว้เรียบร้อยแล้ว

จากตัวเลขทางสถิติ ครึ่งหนึ่งของอุบัติเหตุนบท้องถนนที่เกิดขึ้นจะมีการเคลมประกันที่ต่ำกว่า 5,000 บาท การเคลมประกันเหล่านี้ก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงมากสำหรับบริษัทประกันภัยรถยนต์ ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทประกันภัยรถยนต์ต่าง ๆ ได้รวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้ในเบี้ยประกันรถยนต์ที่คุณต้องจ่ายเรียบร้อยแล้ว

แล้วทำไมประเทศไทยถึงยังมีประกันรถยนต์ที่ไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรกอยู่เป็นจำนวนมาก?

ถ้าทั้งผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัยรถยนต์ต่างฝ่ายต่างเสีย ทำไมประกันรถยนต์ที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกถึงถูกมองเป็นเรื่องที่ธรรมดา คำตอบง่าย ๆ คือ เพราะผู้ที่มีส่วนได้เสียสูงสุดในการทำธุรกรรมนี้ก็คือ ตัวแทนหรือนายหน้า ซึ่งค่าตอบแทนของพวกเขาเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะอยู่ที่ 18% ของเบี้ยประกันรถยนต์ที่ขายได้ ดังนั้นยิ่งเบี้ยสูงเท่าไรก็ยิ่งเป็นเรื่องดี ด้วยเหตุนี้กรมธรรม์ส่วนใหญ่จึงไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก จึงมักโฆษณาว่า “จะดีแค่ไหนถ้าคุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ บริษัทประกันภัยรถยนต์จะเป็นผู้จ่ายให้คุณทั้งหมด” คุณอาจจะมองดูเป็นเรื่องที่ดี แต่ในความเป็นจริงคุณเองต่างหาก ที่ได้ชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าแล้ว

ขอยกอีกหนึ่งตัวอย่าง เพื่อให้คุณได้เห็นภาพชัดขึ้น

ค่าเสียหายส่วนแรกของประกันรถยนต์ (2) | Roojai.com

โดยทั่วไปแล้ว ค่าซ่อมรถเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อปี บริษัทประกันภัยรถยนต์จะต้องจัดการเรื่องเคลมประกันทั้งหมด รวมถึงการเคลมเล็กน้อย : ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,000 บาท สำหรับค่าบริการทั้งหมดในการเคลม (ตั้งแต่ออกกรมธรรม์, จัดส่งเอกสาร, ค่าสำนักงาน, และอื่น ๆ) ในส่วนของ 3,000 บาทนั้น แบ่งเป็น 1,000 บาท สำหรับการจัดการเคลมประกัน โดยหากการเคลมครั้งนั้นน้อยกว่า 5,000 บาท จะเสียค่าดำเนินการในส่วนนี้จำนวน  500 บาท ซึ่งตัวแทนหรือนายหน้า จะรับค่านายหน้าอยู่ที่ 18% ของเบี้ยประกันรถยนต์ทั้งหมด ดังนั้นวิธีคำนวณเบี้ยประกันรถยนต์รวมคือ :

16,000 = 10,000 (ค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ) + 500 (ค่าใช้จ่ายในการเคลมประกันที่มากกว่า 5,000 บาท) + 500 (ค่าใช้จ่ายในการเคลมประกันเล็ก ๆ น้อย ๆ) + 2,000 (ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลมประกัน) + 3,000 (ค่า Commission ของตัวแทนหรือนายหน้า)

แต่ถ้าหากสมมติว่าคุณเลือกรับค่าเสียหายส่วนแรกไว้ที่ 5,000 บาท จากค่าเฉลี่ยดังกล่าว จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่จะต้องจ่ายเป็นค่าซ่อมทั้งหมด 5,000 บาท นั่นหมายความว่า จะสามารถลดในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเคลมประกันจำนวน 500 บาทลงได้ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่รวม Commission จะเป็น

5,000 + 2,000 + 500 = 7,500

รวมกับ Commission ที่ ตัวแทนหรือนายหน้า จะได้อยู่ที่ 18% จะทำให้เบี้ยประกันรถยนต์กลายเป็น

5,000 + 2,000 + 500 + 1,600 = 9,100

หากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์โดยที่ลูกค้าเป็นฝ่ายผิด หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดเฉลี่ยอยู่ที่ 9,100 + 5,000 = 14,100 มาถึงตรงนี้ จะทำให้ลูกค้าสามารถประหยัดเงินได้ถึง 1,900 บาท ซึ่งหากเทียบกับประกันที่ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกแล้ว ก็ยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำประกันมากกว่าอยู่ดี นั่นหมายความว่า หากคุณไม่มีการเคลมในปีนั้นเลย คุณก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 5,000 บาทเลยทีเดียว

ในส่วนของเงินที่ลูกค้าประหยัดได้นี้ มาจากค่าตอบแทนนายหน้าลดลงจาก 3,000 บาท เหลือ 1,600 บาท นอกจากนี้ บริษัทประกันภัยรถยนต์ยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีก 500 บาท เนื่องจากไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดการเรื่องการเคลมประกันที่เล็กน้อย เหมือนที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น หรือจะดูแบบสรุปได้ที่รูปด้านล่าง

ค่าเสียหายส่วนแรกของประกันรถยนต์ (3) | Roojai.com

ถ้าจะให้สามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ คือ ผู้เสียผลประโยชน์จะกลายเป็นตัวแทนหรือนายหน้า ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหลักที่ตัวแทนหรือนายหน้าส่วนใหญ่จะแนะนำให้คุณซื้อกรมธรรม์ประกันรถยนต์ที่ไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของประกันรถยนต์ที่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก คือการเคลมประกันที่เล็กน้อยจะไม่ถูกบันทึกลงในประวัติ ดังนั้นก็จะไม่ส่งผลต่อส่วนลดประกันภัยรถยนต์ ประวัติดีของผู้ขับขี่ที่เอาประกันกับบริษัทประกันภัยรถยนต์นั้น ๆ ทำให้เวลาต่อประกันรถยนต์ ผู้ขับขี่จะได้รับประโยชน์ในเรื่องของส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus) ในส่วนนี้จะทำให้ผู้เอาประกันสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำประกันรถยนต์ได้อีกทางหนึ่ง

ถ้าผู้ขับขี่ซื้อประกันรถยนต์ที่ระบุค่าเสียหายส่วนแรกมากขึ้น ทำไมลูกค้าและสังคมถึงยังเป็นผู้รับประโยชน์ในส่วนนี้?

หากจะไม่พูดถึงในประโยชน์ในส่วนนี้ก็คงจะไม่ได้ ข้อดีอีกอย่างของการซื้อกรมธรรม์ประกันรถยนต์ที่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก คือผู้ขับขี่จะขับรถอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น จากสถิติทางตัวเลขโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ขับขี่ที่มีประกันรถยนต์แบบระบุค่าเสียหายส่วนแรกจะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนน้อยกว่าผู้ที่มีประกันรถยนต์แบบไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก เพราะผู้ขับขี่รู้ดีว่าหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จะทำให้มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เกิดขึ้นตามมา ซึ่งกรมธรรม์ประกันรถยนต์ที่ไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรกนั้น ผู้ขับขี่อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ หากอุบัติเหตุนั้น ๆ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ขับขี่และรถยนต์ของตัวเองเท่านั้น แต่หากมองในความเป็นจริงแล้ว การขับรถโดยประมาทส่วนใหญ่มักจะมีผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมีการรายงานว่าจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นกรมธรรม์ประกันรถยนต์ที่ไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก

จากข้อมูลทั้งหมดที่เราได้นำเสนอให้เห็นถึงข้อดีและประโยชน์ต่าง ๆ ของการซื้อกรมธรรม์ประกันรถยนต์ที่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก ก็เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับตัวคุณเอง ผู้อื่น และยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อีกด้วย

(ตัวเลขที่ระบุตามตัวอย่างเป็นเพียงการยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น)
รับฟรี แต้ม Roojai Rewards สูงสุด 1,500 บาท แลกของขวัญถูกใจ

เมื่อซื้อประกันรถกับ Roojai.com ให้มากกว่าแค่ราคาประหยัด
ลดเบี้ยสูงสุด 10% เมื่อรถติดกล้อง
ผ่อน 10 งวด ผ่านบัตรเดบิตหรือเครดิต
คืนเงิน 100% หากเจอถูกกว่า
รับประกันคุณภาพงานซ่อม 12 เดือน


เช็คราคา ฟรี!