ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามตรงกันว่าภัยธรรมชาติกำลังเกิดถี่ และรุนแรงขึ้นจริงหรือไม่? ตั้งแต่ข่าวแผ่นดินไหวกรุงเทพ ไปจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ที่สร้างความเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า รู้ใจ จะพาคุณไปสำรวจอย่างรอบด้าน ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร ทำไมปี 2569 การเตรียมพร้อมและการมีกรมธรรม์ประกันภัยจึงสำคัญกว่าที่เคย
สนใจอ่านแค่บางเรื่อง ก็เลือกได้เลย!
- ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นจริงไหม?
- ทำไม “ประกันรถยนต์” จึงสำคัญกว่าเดิมในปี 2569?
- น้ำท่วม 1 ครั้ง ค่าซ่อมรถเท่าไหร่?
- ประกันรถ คุ้มครองรถจากภัยธรรมชาติแบบไหนบ้าง?
- ควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติในอนาคต?
ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นจริงไหม?
คำตอบอ้างอิงจาก รายงาน State of the Global Climate 2025 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) พบว่า
- ช่วงปี 2015-2025 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์การบันทึกข้อมูล
- โดยในปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับ 2 หรือ 3 อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราว 1.43°C
ก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความร้อนถูกเก็บไว้ในระบบของโลกมากขึ้น โดย 91% เก็บไว้ในมหาสมุทร, 5% เก็บไว้ในแผ่นดิน, 3% ละลายน้ำแข็งที่ขั้วโลก, และมีเพียงแค่ 1% ที่อยู่ในชั้นบรรยากาศและที่ทำให้เรารู้สึกร้อนขึ้น
ผลกระทบไม่ได้แค่ทำให้เรารู้สึกร้อนขึ้น แต่จะทำให้สภาพอากาศรุนแรงขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้ง พายุ และน้ำท่วม เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว จะส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ “มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์” ทั่วโลก
(ที่มา: posttoday.com)
สถานการณ์ภัยธรรมชาติในไทย
ตามบทวิเคราะห์ของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ประเทศไทยเผชิญภัยธรรมชาติบ่อยขึ้นและเสียหายหนักขึ้นจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพบว่า
- ช่วงปี 2000-2019 ไทยเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรง 146 ครั้ง
- มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 138 คนต่อปี
- มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 277,000 ล้านบาท) หรือเกือบ 1% ของ GDP
- น้ำท่วม เป็นภัยที่สร้างความเสียหายมากที่สุด โดยก่อความเสียหายสะสมถึง 2.1 ล้านล้านบาท ในรอบ 20 ปี
(ที่มา: tdri.or.th)

ทำไม “ประกันภัย” จึงสำคัญกว่าเดิมในปี 2569?
เมื่อภัยธรรมชาติมีความเสี่ยงที่จะเกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น กรมธรรม์ประกันรถยนต์จะเข้ามามีบทบาท เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินหรือรถของเรา เพราะ
1. เพราะภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ทั้งฝนตกหนักจนน้ำท่วมยันหลังคา ลูกเห็บ พายุพัดต้นไม้ล้ม สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งส่งผลทั้งกับตัวเราที่อาจบาดเจ็บ บ้าน รถ และทรัพย์สินอื่น ๆ การมีประกันที่คุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติจะช่วยซัพพอร์ตทางการเงินเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
โดยกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มครองภัยธรรมชาติมีดังนี้
- ประกันรถชั้น 1 คุ้มครองทั้งภัยธรรมชาติ รวมน้ำท่วม
- ประกันรถชั้น 2+ คุ้มครองเฉพาะน้ำท่วม ไม่คุ้มครองภัยธรรมชาติอื่น ๆ
2. เพราะภาครัฐเยียวยาได้จำกัด และอาจไม่ครอบคลุม
แม้ว่าการเกิดน้ำท่วม พายุ หรือภัยธรรมชาติใหญ่ ๆ ภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือออกมา แต่ความช่วยเหล่านั้นคือเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนจากการประสบภัย ซึ่งไม่ได้มากพอจะครอบคลุมค่าซ่อมรถ การมีประกันรถที่คุ้มครองภัยธรรมชาติจะช่วยลดภาระทางการเงินเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
3. เพราะความเสียหายจากภัยธรรมชาติมักรุนแรงและซ่อมแพง
รถที่โดนน้ำท่วมทั้งคัน ไฟไหม้จากไฟป่า หรือต้นไม้ล้มใส่จากพายุ ความเสียหายอาจไม่ใช่แค่รอยเล็ก ๆ แต่ส่งผลกระทบไปถึงระดับเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า หรือโครงสร้างตัวรถ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ประกันรถช่วยรับภาระก้อนใหญ่แทนเจ้าของรถ
นอกจากประกันรถยนต์แล้ว กรมธรรม์ประกันภัยอื่น ๆ เช่น ประกันภัยบ้าน ประกันธุรกิจ/ร้านค้า หรือประกันอุบัติเหตุ ก็มีความสำคัญเพิ่มขึ้น การวางแผนเตรียมตัวรับมือก่อน ช่วยลดความเสี่ยงและภาระทางการเงินหลังจบภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยเฉพาะหากคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และอย่าลืมศึกษาข้อมูลและอ่านรายละเอียดเงื่อนไขการทำประกันก่อนการทำประกันทุกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจขอบเขตความคุ้มครอง และอุ่นใจในสถานการณ์ไม่คาดฝัน
น้ำท่วม 1 ครั้ง ค่าซ่อมรถเท่าไหร่?
อ้างอิงมาตรฐานการประเมินของ คปภ. ที่ใช้จริงในเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี 2568 ประเมินจากระดับน้ำที่ท่วมรถ ดังนี้
- น้ำท่วมถึงพื้นรถ – ท่วมพรมรถ ค่าซ่อมเบื้องต้น 8,000 – 10,000 บาท
- น้ำท่วมถึงเบาะ – น้ำท่วมถึงเบาะนั่งและระบบไฟฟ้า ค่าซ่อมเบื้องต้น 15,000 – 20,000 บาท
- น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซล – ความเสียหายเริ่มรุนแรง ค่าซ่อมเบื้องต้น 25,000 – 30,000 บาท
- น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซล / เครื่องยนต์ – เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ระบบไฟฟ้าเสียหายหนัก ค่าเสียหายเริ่มต้น 30,000 บาทขึ้นไป อาจพุ่งถึงหลักแสน หรือบางคันซ่อมไปก็ไม่คุ้ม
- รถจมน้ำทั้งคัน – บริษัทคืนทุนประกันทั้งหมดให้ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์
(ที่มา: thaipbs.or.th)
ประกันรถ คุ้มครองรถจากภัยธรรมชาติแบบไหนบ้าง?
ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว แม้บางเหตุการณ์จะดูไกลตัวก็ตาม รู้ใจยกตัวอย่าง เหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่ประกันคุ้มครอง ดังนี้
1. ดินโคลนถล่ม
มักเกิดในช่วงฤดูฝน และพบมากในพื้นที่ใกล้ภูเขาหรือเขตต่างจังหวัด คนที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางเสี่ยงหรืออาศัยในพื้นที่เคยเกิดเหตุ ควรมีประกันที่คุ้มครองภัยธรรมชาติ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายหากรถได้รับความเสียหาย
2. น้ำท่วม
พบได้บ่อยมาก ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด และบางทีอาจไม่มีสัญญาณเตือนเลย ความเสียหายของรถมีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขั้นใช้งานไม่ได้ สำหรับใครที่ต้องการแค่ความคุ้มครองน้ำท่วม สามารถเลือกประกันชั้น 2+ เพื่อประหยัดเบี้ยลงได้ แต่หากอยากได้รับความคุ้มครองภัยธรรมชาติทั้งหมด (รวมน้ำท่วม) ควรเลือกประกันชั้น 1
3. ไฟไหม้หรืออัคคีภัย
ไฟไหม้ที่เกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่าหรือไฟป่า สามารถทำให้รถเสียหายรุนแรง ประกันรถยนต์ชั้น 1, ชั้น 2 และ 2+ จะช่วยคุ้มครองความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ตามที่ระบุในกรมธรรม์
4. พายุหรือลมวาตภัย
ลมแรง ฝนหนัก หรือลูกเห็บ อาจทำให้รถและทรัพย์สินเสียหาย ความคุ้มครองในกรณีนี้จะมีเฉพาะประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่คุ้มครองภัยธรรมชาติ
5. แผ่นดินไหว
จากเรื่องที่คิดว่าไกลตัว ก็กลายเป็นเกิดแผ่นดินไหวกรุงเทพขึ้นจริงในปี 2568 และคาดเดาไม่ได้ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นอีกหรือไม่ สะท้อนชัดว่า ภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่เลือกที่ ไม่เลือกเวลา และไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นซ้ำอีกเมื่อไหร่ ประกันชั้น 1 จะช่วยซัพพอร์ตความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด
6. อุกกาบาตหรือวัตถุจากอวกาศ
แม้โอกาสเกิดจะน้อยมาก แต่ถือเป็นภัยธรรมชาติ ประกันรถยนต์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองกรณีรถได้รับความเสียหายจากเหตุลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน

ควรเตรียมตัวอย่างไร เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติในอนาคต?
การรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ควรหยุดแค่การทำประกันเท่านั้น แต่ควรเริ่มจากการเตรียมตัวอย่างรอบด้าน ดังนี้
Check list เตรียมรับมือภัยธรรมชาติสำหรับรถยนต์
- ตรวจสอบความคุ้มครองภัยธรรมชาติในประกันภัย
- หลีกเลี่ยงการจอดรถในพื้นที่ที่เสี่ยงน้ำท่วม
- หากเกิดพายุ หลีกเลี่ยงการจอดใต้ต้นไม้ใหญ่
- ติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เช่น ติดตามเฟซบุ๊คศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
- บันทึกเบอร์ติดต่อบริษัทประกันและศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน
- หลีกเลี่ยงการสตาร์ตรถ หากสงสัยว่าน้ำเข้าหรือรถได้รับความเสียหาย
Check list เตรียมรับมือภัยธรรมชาติสำหรับบ้าน ธุรกิจ ร้านค้า
- ตรวจสอบโครงสร้างบ้านและระบบไฟฟ้าเป็นประจำ
- ทำประกันบ้านหรือประกันธุรกิจที่คุ้มครองภัยธรรมชาติ
- ยกปลั๊กไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้สูง
- เก็บเอกสารสำคัญไว้ในที่สูงหรือรูปแบบดิจิทัล
- ทำแผนฉุกเฉินและเส้นทางอพยพสำหรับคนในบ้านหรือพนักงาน
ในโลกที่ภัยธรรมชาติ และภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การไม่เตรียมพร้อมอาจมีต้นทุนสูงกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว หรือเหตุน้ำท่วมภาคใต้ที่เกิดซ้ำบ่อย ๆ ปี 2569 อาจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่หากเข้าใจความเสี่ยง วางแผนล่วงหน้า และความคุ้มครองที่เหมาะสม ความไม่แน่นอนนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ “รับมือได้” มากกว่าน่ากลัวอย่างที่คิด
สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้ เกี่ยวกับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ด้านสุขภาพ รวมถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประกันภัยต่างๆ ได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือเพิ่มเพื่อนทาง LINE ได้เลย (Official LINE ID: @roojai)
คำจำกัดความ
| ลูกเห็บ | หยาดน้ำฟ้าที่เป็นก้อนน้ำแข็ง ตกลงมาจากท้องฟ้าพร้อมพายุฝนฟ้าคะนอง มีขนาดตั้งแต่เมล็ดข้าวโพดจนถึงขนาดใหญ่กว่า 50 มิลลิเมตร |
| GDP (Gross Domestic Product) | ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ คือ มูลค่ารวมของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายทั้งหมด ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นดัชนีวัดขนาดเศรษฐกิจของประเทศ แนวโน้มความเติบโตของเศรษฐกิจ |