Roojai

ซื้อประกันสุขภาพเท่าไหร่ดี? แบ่งกี่เปอร์เซ็นของรายได้ให้เงินไม่สะดุด

Article Roojai Verified
ควรแบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เพื่อซื้อประกันสุขภาพ ไม่กระทบเงินเก็บ | รู้ใจประกันภัย

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่อยากทําประกันสุขภาพ แต่ยังลังเลว่าควรเก็บเงินกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เพื่อไม่ให้กระทบค่าใช้จ่ายประจำหรือส่วนของเงินออมระยะยาว รู้ใจจะช่วยให้คุณจัดสรรงบเงินประกันอย่างเป็นระบบ เข้าใจง่าย ทำง่าย ไม่กระทบชีวิตประจำวันมากเกิน จะต้องเริ่มคำนวณเบี้ยประกันยังไง แบ่งเงินเดือนแบบไหน ตามไปหาคำตอบแบบเจาะลึกกันเลย

สนใจอ่านแค่บางเรื่อง ก็เลือกได้เลย!

ทำไมการวางแผนประกันสุขภาพจึงสำคัญ?

เพราะการมีประกันสุขภาพทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่อง ‘ค่าใช้จ่าย’ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ป่วย หรือเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันสูงถึงหลักหมื่น ไปจนถึงหลักแสนบาท ซึ่งอาจทำให้เงินเก็บได้รับผลกระทบอย่างหนัก หรือบางคนถึงขั้นเป็นหนี้เพราะต้องรักษาอาการเจ็บป่วย หรือปัญหาด้านสุขภาพกันเลยทีเดียว

และบางครั้งความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตัวเราเอง แต่ยังรวมถึงพ่อแม่ที่เริ่มเข้าสู่วัยที่ต้องดูแลสุขภาพมากขึ้น หลายคนจึงหันมาให้ความสำคัญกับการทําประกันสุขภาพให้พ่อแม่มากขึ้น ทั้งนี้ การมีประกันสุขภาพจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อมีการวางแผนงบประมาณที่เหมาะสม ไม่ใช้เงินมากเกินไปจนกระทบชีวิตประจำวัน และไม่ใช้เงินน้อยเกินไปจนได้รับความคุ้มครองไม่เพียงพอ

พนักงานประจำซื้อประกันสุขภาพ แบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนดี?

เลือกสัดส่วนทำประกันสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 5-10% ของรายได้ต่อเดือน หรือมากที่สุดคือไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับภาระค่าใช้จ่าย หากค่าใช้จ่ายต่อเดือนมากก็สามารถลดเปอร์เซ็นลงได้)

หากเลือกประกันสุขภาพแบบผ่อนเดือนละ 1,250-2,500 จะสามารถซื้อประกันสุขภาพราคาตั้งแต่ 15,000 – 30,000 บาทต่อปี พอเรารู้งบที่ไหวแล้ว ก็จะสามารถเลือกประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์งบได้

โดยมีทริคเลือกประกันสุขภาพให้ตอบโจทย์คนทำงานประจำ ดังนี้

  1. งบประมาณที่จ่ายไหว เบี้ยไม่ควรเกิน 5–20% ของรายได้ต่อเดือน โดยไม่กระทบการใช้ชีวิต ที่สำคัญคือ ต้องเป็นจำนวนเงินที่เราสามารถจ่ายไหวและจ่ายต่อเนื่องได้จริง โดยที่ไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป
  2. เช็คสวัสดิการที่บริษัทมีอยู่ เช่น ประกันสังคม ประกันกลุ่ม มีความคุ้มครอง IPD/OPD เท่าไหร่ ถ้าประกันที่มีครอบคลุมอยู่แล้ว เราสามารถซื้อแบบเสริมความคุ้มครองบางอย่างได้ เช่น ซื้อประกันชดเชยรายได้ ซื้อประกันอุบัติเหตุเสริม หรือซื้อเพิ่มความคุ้มครองให้ครอบคลุมค่าห้องในโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น
  3. เลือกประกันที่ไม่ต้องสำรองจ่ายในโรงพยาบาลที่เราสะดวกไปรักษา เพราะหากโรงพยาบาลนั้นไม่ได้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลในเครือประกัน อาจทำให้เราต้องสำรองจ่ายเองไปก่อน หมายความว่าคุณต้องมีเงินสดในจำนวนไม่น้อยเพื่อจ่ายค่ารักษาไปก่อนแล้วมาเบิกทีหลัง
  4. ประเมินค่าห้องที่ต้องการเข้าพัก โดยดูถ้าเราป่วยแล้วเราเลือกไปรักษาตัวที่รพ. ค่าห้องนั้นราคาเท่าไหร่ เพื่อเลือกประกันที่ครอบคลุมค่าห้องทั้งหมด เราจะได้ไม่ต้องจ่ายส่วนต่างเอง
  5. อย่าลืมเช็ครายละเอียดที่ไม่คุ้มครอง เช่น ข้อยกเว้นกรมธรรม์ ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) หรือการไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน (Pre-existing)
วางแผนซื้อประกันสุขภาพสำหรับพนักงานประจำและฟรีแลนซ์ ให้ไม่กระทบเงินเก็บ | รู้ใจประกันภัย

ฟรีแลนซ์ซื้อประกันสุขภาพ แบ่งกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนดี?

สำหรับการวางแผนประกันของผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ ฯลฯ การเลือกประกันสุขภาพจะต่างจากมนุษย์เงินเดือนนิดหน่อย เพราะไม่มีสวัสดิการจากบริษัทคอยช่วยซัพพอร์ต ดังนั้นต้องคิดรอบด้านกว่าเดิม

  1. หางบประมาณที่จ่ายได้ต่อเนื่อง เนื่องจากรายได้ที่ไม่แน่นอน ทำให้การวางแผนการเงินไม่เหมือนคนที่มีเงินเดือน แต่หลักการง่าย ๆ คือ ต้องเลือกงบที่จ่ายไหว ดีกว่าซื้อหนักไปจนต้องยกเลิกกลางครัน โดยควรอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10-15% ของรายได้ หรือมากที่สุดคือไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ต่อเดือน สำคัญคือ ต้องเป็นจำนวนเงินที่เราสามารถจ่ายไหวและจ่ายต่อเนื่องได้จริง โดยที่ไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป เมื่อเรารู้งบที่ไหวแล้ว ก็จะสามารถเลือกประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์งบได้ โดยมีทริคเลือกประกันสุขภาพให้ตอบโจทย์คนรายได้ไม่แน่นอน ดังนี้
  2. ดูสิทธิ์รักษาที่มี เช่น ประกันสังคม (มาตรา 40 รับเงินชดเชยรายได้ ไม่ครอบคลุมค่ารักษา) หรือ บัตรทองที่คุ้มครองในรพ.รัฐ แต่สำหรับฟรีแลนซ์ที่เวลามีค่ามาก ๆ การเข้าพักหรือรอคิวรักษานานอาจไม่ตอบโจทย์ ประกันสุขภาพจะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้
  3. เลือกโรงพยาบาลเอกชนที่สะดวก – เลือกโรงพยาบาลที่คุณสะดวกเข้ารับการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แล้วเลือกแผนให้ครอบคลุมค่ารักษา OPD/IPD และมองหาประกันที่สามารถใช้สิทธิ์ไม่ต้องสำรองจ่ายในโรงพยาบาลที่เราสะดวกไป
  4. ซื้อประกันอุบัติเหตุ/รวมอยู่ในความคุ้มครอง – ฟรีแลนซ์มักเดินทาง ทำงานนอกสถานที่ หรือทำหลายอย่างพร้อมกันระหว่างวัน ทำให้ความเสี่ยง “อุบัติเหตุเล็ก–ใหญ่” สูงกว่ามนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในออฟฟิศ เพราะฉะนั้น ประกันอุบัติเหตุ (PA) คือสิ่งที่ควรมีอย่างยิ่ง
  5. ห้ามขาดประกันชดเชยรายได้ – สำหรับฟรีแลนซ์ เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะ ถ้าป่วย = ไม่มีรายได้ทันที ต่างจากมนุษย์เงินเดือนที่ยังมีเงินเดือนออกปกติในช่วงลาป่วย
  6. อย่าลืมเช็คเงื่อนไขและรายละเอียดที่ไม่คุ้มครอง เช่น ข้อยกเว้นกรมธรรม์ ช่วงระยะเวลารอคอย (Waiting Period) หรือการไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน (Pre-existing)
  7. อย่าลืมเผื่อความคุ้มครองถึงครอบครัว เพราะงานของเราไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ครอบครัว ทั้ง พ่อ แม่ สามี ลูก การวางแผนด้วยตัวเองจึงยิ่งสำคัญมาก สามาถเลือกทำประกัน เช่น ประกันสุขภาพแบบเหมาทั้งครอบครัว เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูล: เปอร์เซ็นต์การแบ่งเงินซื้อประกันภัย จากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย set.or.th 

ทริคคํานวณเงินออมควบคู่กับเงินประกัน

การทำประกันไม่ควรทำให้เงินออมหยุดนิ่ง ไม่ว่าจะทำประกันให้ตัวเองหรือทําประกันให้พ่อแม่ก็ตาม ฉะนั้นคุณจึงควรใช้หลักการคํานวณเงินออมแบบ 50-30-20 หรือ 60-30-10 ตามไลฟ์สไตล์ เพื่อไม่ให้กระทบกับเงินออม มีวิธีคำนวณง่าย ๆ ดังนี้

  • เงินออม: ควรอยู่ที่ 10-20% ของรายได้
  • เบี้ยประกัน: ควรอยู่ที่ 5-10% ของรายได้
  • ค่าใช้จ่ายประจำ: ควรอยู่ที่ 50-60%

หากคุณสามารถทำตามสัดส่วนนี้ได้ จะทำให้ยังมีเงินออมและยังมีความคุ้มครองทางการเงินที่ดีมาก ๆ อีกด้วย ยกตัวอย่าง “หากคุณมีรายได้อยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน”

  • ออม 20% = 6,000 บาท
  • เบี้ยประกัน 10% = 3,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายจำเป็น = 18,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายตามใจ (ถ้ามี) = 3,000 บาท

การแบ่งสัดส่วนหรือการคํานวณเงินออมแบบนี้ จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกตึงมือจนเกินไป หรือสำหรับใครที่มองในเรื่องของการลงทุนไว้ด้วย ก็สามารถแบ่งสัดส่วนสำหรับเงินลงทุนไว้ได้เช่นกัน

ถ้าคุณอยากทําประกันสุขภาพในปี 2569 การวางแผนให้ดีตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณเบี้ยประกัน คํานวณเงินออม จะช่วยให้คุณได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเงินออมในอนาคต

​​สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้ เกี่ยวกับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ด้านสุขภาพ รวมถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ​ประกันภัย​ต่าง ๆ ได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือ​เพิ่มเพื่อนทาง LINE​ ได้เลย (Official LINE ID: @roojai)

คำจำกัดความ

ฟรีแลนซ์ ผู้รับจ้างอิสระ ที่ทำงานตามโครงการหรืองานต่างๆ โดยไม่สังกัดหรือเป็นพนักงานประจำของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
​อินฟลูเอนเซอร์ บุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิด การตัดสินใจ และพฤติกรรมของผู้ติดตามบนโลกออนไลน์ โดยมักมีผู้ติดตามจำนวนมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย