กลุ่มประกันรถยนต์คืออะไร? ส่งผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณอย่างไร?

กลุ่มประกันรถยนต์คืออะไร? ส่งผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์อย่างไร? | รู้ใจ

ในโลกของประกันรถยนต์มีหลายคำศัพท์ที่เราไม่คุ้นหู โดยเฉพาะมือใหม่หัดขับ อย่างคำว่า “กลุ่มประกันรถยนต์” ความหมายของประกันรถยนต์ในแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร ทำหน้าที่อะไร รถของคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหน และกลุ่มประกันรถยนต์นี้ส่งผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณอย่างไร

บทความนี้ เราจะอธิบายถึงการแบ่งกลุ่มของประกันรถยนต์ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับเรื่องประกันรถยนต์

กลุ่มประกันรถยนต์ คืออะไร?

กลุ่มประกันรถยนต์ เป็นวิธีการจัดหมวดหมู่รถยนต์ ผู้ขับขี่ และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันรถยนต์ เพราะอาจจะดูลำเอียงไปหน่อยถ้าจะให้รวมผู้ขับขี่ทุกคนไว้ในหมวดหมู่เดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ขับขี่แต่ละคนมีอายุที่ต่างกัน ประสบการณ์การขับขี่หรือประวัติการเคลมประกันรถยนต์ก็ต่างกัน รวมถึงมูลค่ารถหรือราคารถยนต์ที่ขับด้วย เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เวลาที่คุณเคลมประกันรถยนต์และนำรถเข้าซ่อมที่อู่ซ่อมรถ คุณก็คงไม่อยากจ่ายเบี้ยประกันรถยนต์ในราคาสูงเท่ากับผู้ที่ขับรถสปอร์ตสุดหรูอย่าง Ferrari แน่นอน

นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การจัดกลุ่มประกันรถยนต์มีความสำคัญ บริษัทประกันภัยมีการจัดกลุ่มประกันรถยนต์เพื่อให้ผู้ขับขี่ทุกคนได้รับความคุ้มครองที่เป็นธรรมโดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันรถยนต์ที่แพงเกินความจำเป็น

ในช่วงแรก กลุ่มของประกันรถยนต์มีตั้งแต่กลุ่มที่ 1–20 แต่ในปัจจุบันด้วยความหลากหลายที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ กลุ่มประกันรถยนต์มีถึงกลุ่มที่ 50 แล้ว!

  • การจัดกลุ่มประกันรถยนต์ทำให้บริษัทประกันภัยสามารถคำนวณเบี้ยประกันรถยนต์ที่เหมาะสมได้ง่าย
  • การจัดกลุ่มประกันรถยนต์จะขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของรถ ประสิทธิภาพการใช้งาน ราคารถยนต์ ราคาชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ต่าง ๆ ค่าซ่อมรถ และอื่น ๆ
  • ปัจจัยที่มีผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์ ได้แก่ พื้นที่หลักในการใช้งานรถยนต์ อายุผู้ขับขี่หลัก อาชีพ ประวัติการขับขี่ และอื่น ๆ
ปัจจัยในการแบ่งหมวดหมู่และจัดกลุ่มประกันรถยนต์มีอะไรบ้าง? | รู้ใจ

กลุ่มของประกันรถยนต์ทำงานอย่างไร?

รถยนต์ทุกคันที่ผลิตออกมาจะต้องถูกจัดอยู่ในกลุ่มของประกันรถยนต์ทั้ง 50 กลุ่มที่กล่าวมา ไล่ตั้งแต่ราคารถยนต์ที่น้อยที่สุดไปจนถึงราคารถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุด ยิ่งตัวเลขของกลุ่มประกันรถยนต์ต่ำ ราคาเบี้ยประกันรถยนต์ก็จะยิ่งน้อยลง

  • กลุ่มที่ 1 – รถเก่าที่มีเลขไมล์ต่ำ และอะไหล่รถยนต์ราคาถูก
  • กลุ่มที่ 50 – รถหรู มีราคารถยนต์สูง สมรรถนะสูง เป็นผลงานชิ้นเอกของแบรนด์ผู้ผลิต

ถ้าคุณใช้งานรถ Honda Brio ในเมืองเล็ก ๆ กลุ่มประกันรถยนต์ของคุณอาจจะอยู่ระหว่างกลุ่มที่ 1 ถึง 10 ในทางกลับกัน ถ้าคุณขับรถสปอร์ตสุดหรู โลดแล่นไปในที่ต่าง ๆ อย่าง Lamborghini กลุ่มประกันรถยนต์ของคุณอาจจะอยู่ในกลุ่มที่ 41 ถึง 50

ปัจจัยในการแบ่งหมวดหมู่และจัดกลุ่มประกันรถยนต์มีอะไรบ้าง?

นอกจากราคารถยนต์แล้ว เรามาดูกันต่อว่ามีปัจจัยอะไรอีกบ้างในการแบ่งหมวดหมู่และจัดกลุ่มของประกันรถยนต์

ในกรณีทั่วไป ยิ่งการผลิตรถยนต์ของคุณมีต้นทุนที่ต่ำ ราคารถยนต์ไม่สูง การจัดกลุ่มประกันรถยนต์ก็จะยิ่งต่ำลง อย่างไรก็ตาม ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น การจัดกลุ่มประกันรถยนต์ไม่ได้เกี่ยวกับราคารถยนต์เท่านั้น มีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่ต้องพิจารณา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดกลุ่มประกันรถยนต์ถึงพุ่งขึ้นจาก 20 กลุ่มจนถึง 50 แล้วในปัจจุบัน

  • ต้นทุนของรถโดยรวม – ราคารถยนต์ตั้งแต่ที่ซื้อมาครั้งแรกเท่าไหร่ สเปกของรถมีอะไรบ้าง ปัจจัยเหล่านี้เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนและซ่อมแซมอะไหล่รถยนต์ที่อาจเกิดขึ้น
  • มาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ – ความเป็นไปได้ในการเข้าถึงและขโมยรถยนต์ของคุณ แน่นอนว่ารถเก่าที่มีมาตรฐานความปลอดภัยน้อย ก็มีแนวโน้มถูกขโมยได้ง่ายกว่า ต้นทุนในการรับความเสี่ยงที่รถจะถูกขโมยก็มีสูง ยิ่งรถแพงและมีมูลค่าสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งน่าถูกขโมยมากขึ้นเท่านั้น สิ่งนี้เลยเป็นปัจจัยในการกำหนดกลุ่มประกันรถยนต์
  • ประสิทธิภาพการใช้งานรถ – รถของคุณสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้เร็วแค่ไหน รถสามารถเร่งความเร็วได้สูงสุดเท่าไหร่ ปัจจัยด้านประสิทธิภาพเหล่านี้มีความสำคัญต่อการจัดกลุ่มประกันรถยนต์ เนื่องจากรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ถ้าเจ้าของรถคือนักซิ่งทั้งหลาย
  • มาตรฐานความปลอดภัยในการขับขี่ – เช่นเดียวกับประสิทธิภาพการใช้งานรถที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ในรถบางรุ่นที่มีมาตรฐานความปลอดภัยดีกว่ารถรุ่นอื่น ๆ ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งกับตัวรถเองและอื่น ๆ ล้วนเป็นปัจจัยในการกำหนดกลุ่มของประกันรถยนต์ ยิ่งมาตรฐานความปลอดภัยมีมากขึ้น การจัดกลุ่มประกันรถยนต์ก็ดีขึ้นนั่นเอง
  • ค่าอะไหล่รถยนต์ – การเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ของคุณมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ในรถยนต์บางคันมีชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์เฉพาะที่หายากกว่ารถรุ่นอื่นมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดกลุ่มประกันรถยนต์

อาจสรุปได้ว่าการจัดกลุ่มประกันรถยนต์นั้นจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงโดยรวมของผู้เอาประกันที่บริษัทประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ยิ่งบริษัทประกันภัยต้องรับความเสี่ยงของอุบัติเหตุบนท้องถนนมากเท่าไหร่ การจัดกลุ่มประกันรถยนต์ก็จะยิ่งสูงขึ้น และเบี้ยประกันรถยนต์ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

คะแนนมาตรฐานความปลอดภัยของประกันรถยนต์ | รู้ใจ

คะแนนมาตรฐานความปลอดภัยของประกันรถยนต์คืออะไร?

นอกจากหลักเกณฑ์ในการจัด 50 กลุ่มประกันรถยนต์ของบริษัทประกันภัยแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่คุณควรรู้ นั่นคือ การจัดอันดับของมาตรฐานความปลอดภัย

ยิ่งเป็นรถที่อยู่ในกลุ่มประกันรถยนต์สูง ๆ ยิ่งควรมีมาตรฐานความปลอดภัยในรถสูงเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รถยนต์ที่สามารถวิ่งทำความเร็วได้สูงถึง 300-400 กม./ชม. ย่อมต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่ารถเก่า ๆ ที่แทบจะวิ่งได้ไม่เกิน 90 กม./ชม. ด้วยซ้ำ

การให้คะแนนมาตรฐานความปลอดภัยของรถ สามารถแบ่งออกได้ตามตัวอักษร ดังนี้

  • E (EXCEEDS the safety standard of the vehicle) – มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่ารถทั่วไป อาจมีระบบความปลอดภัยเพิ่มเติมจากผู้ผลิต ส่งผลให้การจัดกลุ่มประกันรถยนต์ดีขึ้น ตัวเลขน้อยลง
  • A (ACCEPTABLE safety level for the vehicle type) – มาตรฐานความปลอดภัยของรถตรงตามเกณฑ์ สามารถยอมรับได้
  • D (DOES NOT meet the safety standard for the vehicle) – มาตรฐานความปลอดภัยของรถไม่ตรงตามเกณฑ์ ส่งผลให้รถถูกจัดอยู่ในกลุ่มประกันรถยนต์ที่สูงขึ้น
  • U (UNACCEPTABLE safety and security standards) – มาตรฐานความปลอดภัยไม่สามารถยอมรับได้ บริษัทประกันภัยสามารถปฏิเสธที่จะให้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันรถยนต์ได้จนกว่ารถจะมีระบบความปลอดภัยที่ตรงตามเกณฑ์
  • P (PROVISIONAL) – ข้อนี้จะใช้กับรถยนต์ที่ผลิตออกมาใหม่ ไม่สามารถระบุมาตรฐานความปลอดภัยของรถได้ เพราะยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ
  • G (GREY IMPORT) – รถยนต์ชนิดพิเศษหรือรถนำเข้า ส่วนใหญ่รถพวกนี้จะไม่ได้กำหนดคะแนนมาตรฐานความปลอดภัยและไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประกันรถยนต์
มาตรฐานความปลอดภัยของประกันรถยนต์ | รู้ใจ

ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณมีอะไรอีกบ้าง?

ไม่ใช่แค่ตัวรถ หรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์เท่านั้นที่มีผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณได้อีก ดังนี้

  • สถานที่จอดรถ – การจอดรถของคุณส่วนใหญ่ในทุกวันนั้น ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีประวัติอาชญากรรมสูง มีการขโมยรถ หรือการทำลายทรัพย์สินเป็นประจำ จะส่งผลให้เบี้ยประกันรถยนต์สูงขึ้น
  • อายุผู้ขับขี่หลัก – ผู้ขับขี่ที่อายุน้อยกว่า โดยเฉพาะผู้ชาย มีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้มากกว่า เบี้ยประกันรถยนต์เลยสูงกว่า
  • อาชีพของผู้ขับขี่หลัก – ถ้าคุณทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขับรถ มีปัจจัยเสี่ยงสูงเมื่ออยู่บนท้องถนน สิ่งนี้จะส่งผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณ
  • ประวัติการขับขี่ – ถ้าคุณมีประวัติการขับขี่ไม่ดี แน่นอนว่าเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณก็จะสูงขึ้น

กลุ่มประกันรถยนต์เป็นวิธีการกำหนดปัจจัยเสี่ยงโดยรวมของบริษัทประกันภัย เพื่อรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นสำหรับรถคันเอาประกันและผู้เอาประกันภัย ยิ่งรถของคุณมีราคาแพงหรือมีคะแนนมาตรฐานความปลอดภัยไม่ดี เบี้ยประกันรถยนต์ก็ยิ่งสูงขึ้น
ติดตามข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และสุขภาพ รวมถึงโปรโมชั่นใหม่ ๆ จากรู้ใจ ประกันออนไลน์ ได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือ Official Line ID: @roojai ได้เลย