ผลตรวจสุขภาพออกมาแล้วพบว่าปกติอย่าพึ่งดีใจ เพราะบางครั้งคุณอาจเสี่ยงเป็นบางโรคอยู่ก็ได้! โดยต้องดูค่าตัวเลขให้ละเอียดว่าแนวโน้มเป็นอย่างไร ลองเทียบกับปีก่อน ๆ และเกณฑ์ตัวเลขที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ หากรู้ทันจะสามารถดูแลป้องกันและรักษาได้ไว โรคภัยก่อนวัยอันควรจะไม่ถามหา ไปดูกันว่า ค่าเลือดปกติ ไม่ปกติเป็นแบบไหน และใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มควรเฝ้าระวัง แม้ตรวจสุขภาพไม่เจอโรคแต่ยังวางใจไม่ได้ซะทีเดียว ตามไปดูกันเลย
สนใจอ่านแค่บางเรื่อง ก็เลือกได้เลย!
ค่าผลตรวจสุขภาพ เท่าไหร่ถึงจะปกติ?
คุณเป็นไหมที่ตรวจสุขภาพทีไร เรามักจะดูแค่ว่าผ่าน ไม่ผ่านมาตรฐาน หรือบางคนอาจไม่เข้าใจตัวเลขที่ออกมา แต่รู้หรือไม่ว่าค่าที่ได้จากการตรวจสุขภาพหรือตรวจเลือด มีความสำคัญมากกว่าที่คิด ถึงแม้ว่าจะตรวจผ่านแต่บางคนอาจกำลังเข้าข่าย “เสี่ยงเป็นโรค” อยู่ก็ได้ และหากไม่รีบปรับแก้ดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ คุณอาจต้องกลายมาเป็นผู้ป่วยที่เข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำได้เลย
ตารางเปรียบเทียบตัวเลขแต่ละค่าที่เหมาะสม ตามช่วงอายุ
แต่ละช่วงอายุจะมีค่าตัวเลขที่เหมาะสมแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นค่าความดัน น้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอล หรือดัชนีมวลกาย โดยเราได้รวบรวมมาใส่ในตารางเปรียบเทียบเพื่อให้คุณดูง่ายขึ้น และนำผลตรวจสุขภาพมาเทียบได้ ว่าค่าเลือดปกติดีหรือไม่
| ค่าตรวจสุขภาพ | ค่าเหมาะสม/ปกติ |
| น้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FBS) | 70-99 mg/dL |
| HbA1c | < 5.7% |
| ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) | < 150 mg/dL |
| LDL หรือไขมันเลว (Low-Density Lipoprotein) | < 130 mg/dL |
| HDL หรือไขมันดี (High-Density Lipoprotein) | ชาย > 40 mg/dL หญิง > 50 mg/dL |
| คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) | < 200 mg/dL |
| ความดันโลหิต (Blood Pressure) | < 120/80 มม.ปรอท |
| ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) | 18.5-22.9 กก./ม² |
7 ค่าผลตรวจสุขภาพ ที่ควรติดตามต่อเนื่อง
มาฝึกดูวิธีอ่านผลตรวจสุขภาพกันดีกว่า แค่อ่านผลเป็น คุณจะรู้ว่าค่าไหนปกติ ไม่ปกติ และตัวเลขไหนที่กำลังมีความเสี่ยงบ้าง รวมถึงทำความเข้าใจกับ อักษรย่อ ผลการตรวจเลือดด้วย ตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะหากคุณดูค่าเลขเหล่านี้เป็น จะลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยในอนาคตได้มากทีเดียว
1. น้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)
ค่านี้ใช้ประเมินระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง โดยค่าปกติควรอยู่ระหว่าง 70-99 mg/dL
แม้ผลตรวจจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากตัวเลขขยับจาก 75 เป็น 95 mg/dL อย่างต่อเนื่องทุกปี ก็อาจสะท้อนถึงความเสี่ยงของภาวะดื้อต่ออินซูลินและโรคเบาหวานในอนาคตได้
ค่าเป้าหมาย
- ปกติ: 70-99 มก./ดล.
- ภาวะก่อนเบาหวาน: 100-125 มก./ดล.
- เบาหวาน: ≥126 mg/dL
ปัจจุบันพบสถิติคนเป็นเบาหวานสูงมาก ๆ โดย
- ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเบาหวานมากถึง 589 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 9 ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลก ตามรายงาน IDF Diabetes Atlas ฉบับปี 2025
- ประเทศไทย โรคเบาหวานยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 300,000 รายต่อปี และมีผู้ป่วยสะสมกว่า 6.4 ล้านคน ตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรค

2. HbA1c
HbA1c เป็นตัวชี้วัดระดับน้ำตาลเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 2-3 เดือน ช่วยให้เห็นภาพรวมของการควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่าการตรวจเพียงครั้งเดียว
แม้ค่า HbA1c จะยังไม่ถึงเกณฑ์ผิดปกติ แต่หากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็ควรเริ่มปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกาย
ค่าเป้าหมาย
- ปกติ: <5.7%
- ภาวะก่อนเบาหวาน: 5.7-6.4%
- เบาหวาน: ≥6.5%
3. LDL (ไขมันเลว)
LDL หรือ Low-Density Lipoprotein เป็นไขมันที่สามารถสะสมตามผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แม้ผลตรวจจะยังไม่เกินเกณฑ์ แต่หากค่า LDL เพิ่มขึ้นทุกปี ก็เป็นสิ่งที่ควรจับตาเป็นพิเศษ
ค่าเป้าหมาย
- เหมาะสม: <100 มก./ดล.
- ใกล้เคียงเกณฑ์สูง: 100-129 มก./ดล.
- สูง: ≥130 mg/dL
4. HDL (ไขมันดี)
HDL มีหน้าที่ช่วยนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับไปกำจัดที่ตับ จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไขมันดี” หลายคนให้ความสำคัญกับ LDL มากเกินไป จนมองข้ามค่า HDL ทั้งที่การมี HDL ต่ำก็เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจได้เช่นกัน
ค่าเป้าหมาย
- ผู้ชาย: >40 มก./ดล.
- ผู้หญิง: >50 มก./ดล.
- มากกว่า 60 mg/dL มีผลช่วยปกป้องหัวใจ

5. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides)
ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันที่มาจากพลังงานส่วนเกิน โดยเฉพาะอาหารหวาน แป้ง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หากตัวเลขเริ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ยังไม่เกินเกณฑ์ ก็อาจเป็นสัญญาณของพฤติกรรมการกินที่ควรปรับเปลี่ยน
ค่าเป้าหมาย
- ปกติ: <150 mg/dL
6. ความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ความดันสูงจึงถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” ที่หลายคนไม่รู้ตัว ถึงผลตรวจจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากตัวเลขเริ่มขยับเข้าใกล้ระดับสูง ควรเริ่มควบคุมอาหารเค็ม ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ
ค่าเป้าหมาย
- ปกติ: ต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท
7. ดัชนีมวลกาย (BMI)
BMI เป็นตัวชี้วัดความสมดุลระหว่างน้ำหนักและส่วนสูง ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด โดยควรรักษาค่า BMI ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงของโรคอ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน และไขมันพอกตับ
ค่าเป้าหมาย
- 18.5-22.9 กก./ม²
เตรียมตัวอย่างไร? ก่อนไปตรวจสุขภาพ ให้ผลแม่นยำที่สุด
ก่อนไปตรวจสุขภาพควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ผลตรวจสุขภาพมีความแม่นยำที่สุด โดยมีคำแนะนำ ดังนี้
- งดอาหารและเครื่องดื่มที่ให้พลังงานอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนตรวจ โดยสามารถดื่มน้ำเปล่าได้ตามปกติ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงก่อนวันตรวจ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนตรวจ
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักก่อนวันตรวจ 24 ชั่วโมง
- แจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับยาประจำ โรคประจำตัว และอาหารเสริมที่รับประทานอยู่
หากมีการตรวจปัสสาวะ ผู้ที่มีประจำเดือนควรรอให้ประจำเดือนหมดก่อน
การตรวจสุขภาพไม่จำเป็นต้องรอให้เจ็บป่วยก่อน สามารถไปตรวจประจำปีได้เลย ผลตรวจสุขภาพจะทำให้คุณรู้ความเสี่ยงของตัวเอง และสามารถวางแผนป้องกันโรคต่างๆ ได้ก่อนจะสายเกินไป นอกจากนี้ควรมีแผนรับมือด้วยประกันภัยไว้ด้วย จะได้หมดกังวลกับค่ารักษาพยาบาลตอนตรวจเจอโรคร้ายที่สำหรับบางคนอาจรุนแรงจนกระทบค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้เลยทีเดียว
สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้ เกี่ยวกับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ด้านสุขภาพ รวมถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประกันภัยต่าง ๆ ได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือเพิ่มเพื่อนทาง LINE ได้เลย (Official LINE ID: @roojai)
คำจำกัดความ
| ไตรกลีเซอร์ไรด์ | ไขมันชนิดหนึ่งที่พบในกระแสเลือด ร่างกายจะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินจากอาหาร โดยเฉพาะน้ำตาล แป้ง และแอลกอฮอล์ ให้กลายเป็นไตรกลีเซอไรด์และสะสมไว้ในเซลล์ไขมันเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานในภายหลัง |
| ไขมันพอกตับ | ภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับมากกว่าปกติ โดยในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ |