Roojai

ทำไมการตรวจสภาพรถก่อนต่อภาษีถึงสำคัญ? รถแบบไหนเสี่ยงตรวจไม่ผ่าน?

Article Roojai Verified
ทำไมการตรวจสภาพรถก่อนต่อภาษีถึงสำคัญ รู้ใจมีคำตอบ

ก่อนจะต่อภาษีรถยนต์ รู้มั้ย รถกี่ปีต้องตรวจสภาพ? ทำไมการตรวจสภาพรถที่ตรอ.จึงสำคัญ? นี่แหละเป็นด่านสำคัญที่ช่วยให้รถของคุณ ปลอดภัยขึ้น ประหยัดขึ้น และไม่ต้องเสี่ยงโดนปรับหากไม่ทำภาษีรถ มาดูการเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับตรวจสภาพรถ เพื่อให้การต่อภาษีเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลาหรือข้ามขั้นตอน สำคัญที่สุดคือ ขับขี่รถอย่างมั่นใจในประสิทธิภาพ

สนใจอ่านแค่บางเรื่อง ก็เลือกได้เลย!

ทำไมต้องตรวจสภาพรถก่อนต่อภาษีรถยนต์?

การตรวจสภาพรถ เป็นขั้นตอนสำคัญในการยื่นต่อภาษีสำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งาน 7 ปีขึ้นไป และรถจักรยานยนต์อายุ 5 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นการรับรองว่า รถคันนั้น ๆ ยังอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานบนท้องถนนตามระเบียบข้อบังคับของกรมการขนส่ง

อีกนัยก็เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากรถยนต์ที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุรถชน ไม่ใช่แค่คุณที่ได้รับผมกระทบ แต่เป็นเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนด้วย โดยผู้ขับขี่จะต้องนำใบรับรองการตรวจสภาพรถไปยื่นเป็นหลักฐาน เพื่อทำการต่อภาษีประจำปีทุกครั้ง

คำว่า “ตรวจสภาพรถ” นอกจากการตรวจก่อนต่อภาษีแล้ว หลายคนคงเคยได้ยินการตรวจสภาพรถก่อนทำประกันรถยนต์ด้วยเช่นกัน สำหรับคนที่ซื้อประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ มักจะมีการตรวจสภาพรถก่อนเช่นกัน เพื่อช่วยยืนยันลักษณะและความสมบูรณ์ของตัวรถนั่นเอง

เมื่อไหร่ต้องนำรถตรวจสภาพที่ตรอ.?

ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ได้ระบุไว้ว่า “รถที่จะนำมาใช้ในการขนส่งตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 หรือนำมาจดทะเบียนจะต้องมีสภาพมั่นคง แข็งแรง มีลักษณะ ขนาด และเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบของรถ ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับรถ ผู้โดยสารไปกับรถคันนั้น ผู้ขับขี่รถคันอื่น ๆ คนเดินถนน รวมถึงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ”

เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดพระราชบัญญัติ รถที่เข้าเกณฑ์การตรวจสภาพรถ ต่อภาษีประจำปี มีดังนี้

  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
  • รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่มีอายุใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป
  • รถจักรยานยนต์ ที่มีอายุใช้งานครบ 5 ปีขึ้นไป

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ารถที่ใช้อยู่อายุกี่ปี? การนับอายุการใช้งานของรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ จะเป็นการนับโดยอ้างอิงจาก “ปีที่จดทะเบียน” โดยให้นับอายุเริ่มต้นที่วันจดทะเบียนเป็นครั้งแรก จนถึงวันครบกำหนดเสียภาษีประจำปี เช่น รถยนต์จดทะเบียนเมื่อปี พ.ศ.2560 ต้องเริ่มตรวจสภาพรถยนต์ก่อนต่อภาษีครั้งแรกในปี พ.ศ.2567 เป็นต้น

ตรวจสภาพรถที่ ตรอ. ทำได้ล่วงหน้ากี่วันก่อนต่อภาษี?

การตรวจสภาพรถที่ ตรอ. เพื่อนำผลไปต่อภาษีรถยนต์ สามารถทำล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือน หรือ 90 วัน ก่อนวันสิ้นอายุภาษี (ในใบตรวจสภาพรถจะมีวันหมดอายุบอกไว้ด้วย) ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับที่สามารถต่อภาษีล่วงหน้าได้ เพื่อวางแผนการชำระเงินและซ่อมแซมรถได้ทันเวลาหากไม่ผ่านการตรวจสภาพ

กระบวนการตรวจสภาพรถ มีอะไรบ้าง?

จะเป็นการตรวจตั้งแต่ความถูกต้องของเอกสาร ข้อมูลของรถ ไปจนถึงสภาพภายนอกและภายในของรถ รวมถึงสมรรถนะขององค์ประกอบรถส่วนต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการตรวจสภาพรถ ดังนี้

1. ตรวจความถูกต้องของข้อมูล

ตรวจความถูกต้องของข้อมูลเพื่อเช็คว่ารถที่นำมาตรวจสภาพตรงกับข้อมูลในทะเบียนรถหรือไม่ ทั้งประเภทรถ ลักษณะรถ สีรถ ป้ายทะเบียน หมายเลขตัวถังเครื่องยนต์ ชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ หากพบว่าแผ่นป้ายทะเบียนสูญหายหรือชำรุด หมายเลขเครื่องยนต์ลบเลือน ทาง ตรอ. หรือกรมการขนส่งทางบกสามารถระงับการตรวจสภาพได้ทันที

2. ตรวจสภาพตัวรถทั้งภายนอก ภายใน และใต้ท้องรถ

การตรวจเช็กภายในรถ

จะดูตั้งแต่พวงมาลัย ระบบบังคับเลี้ยง ไฟสัญญาณ แตร ที่ปัดน้ำฝน กระจกกันลมทั้งหน้าและหลัง กระจกมองหลัง ที่นั่งผู้ขับและผู้โดยสาร ระบบไฟฟ้าและมาตรวัด

การตรวจเช็กภายนอกรถ

เป็นการตรวจสีรถ ไฟเลี้ยว ไฟหรี่ ไฟท้าย ไฟเบรคและไฟอื่น ๆ กันชนหน้าและท้าย โครงสร้างตัวถัง บังโคลน ล้อรถและยาง ประตู และกระจกข้าง

การตรวจเช็กใต้ท้องรถ

เป็นการตรวจกลไกบังคับเลี้ยว สปริง โช๊คอัพ โครงสร้างตัวถัง คลัทช์ เกียร์ เพลากลาง เฟืองท้าย ระบบไอเสีย ระบบเชื้อเพลิง ระบบรองรับน้ำหนัก และระบบกำลังส่ง

3. ทดสอบศูนย์ล้อหน้า

ตรวจโดยการขับรถตรงผ่านเครื่องทดสอบใช้ความเร็วประมาณ 3-5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วปล่อยมือจากพวงมาลัย ซึ่งค่าเบี่ยงเบนของล้อที่เกิดขึ้นตอนปล่อยมือจะต้องไม่เกิน 5 เมตรต่อกิโลเมตร

รถแบบไหน เสี่ยงตรวจสภาพรถที่ตรอ.ไม่ผ่าน รู้ใจมีคำตอบ

4. ทดสอบระบบเบรค

เพื่อตรวจประสิทธิภาพการเบรคว่ายังสามารถทำงานได้ดีอยู่หรือไม่ โดยทำการทดสอบบนลูกกลิ้ง เพื่อวัดประสิทธิภาพการเบรคของล้อแต่ละข้าง โดยค่อย ๆ เหยียบเบรคไปเรื่อย ๆ จนถึงแรงเบรคสูงสุด ซึ่งผลที่อยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านได้ มีดังนี้

  • เบรกมือ: ต้องมีแรงห้ามล้อทุกล้อรวมกันไม่น้อยกว่า 20% ของน้ำหนักรถ
  • เบรกเท้า: ต้องมีแรงห้ามล้อทุกล้อรวมกันไม่น้อยกว่า 50% ของน้ำหนักรถ
  • ผลต่างของแรงเบรคของล้อซ้ายและขวา ต้องไม่เกิน 25% ของแรงห้ามล้อสูงสุด

5. ตรวจวัดโคมไฟหน้ารถ

เพื่อตรวจสอบว่ามีค่าเบี่ยงเบนแสง และความเข้มข้นของแสงตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ โดยพินิจสภาพ จำนวน สีของแสง ตรวจวัดระยะการติดตั้งของโคมไฟ และทดสอบการทำงานของโคมไฟโดยสารเปิดสวิตช์ โดยควรตรวจสอบตอนที่รถไม่มีการบรรทุกของใด ๆ มาด้วย เพื่อให้การตรวจมีความแม่นยำมากขึ้น

6. ตรวจวัดคาร์บอนมอนอกไซด์ (Co) และไฮโดรคาร์บอน (Hc)

เพื่อเป็นการวัดว่ารถมีการปล่อยก๊าซดังกล่าวเกินปริมาณที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรคาร์บอนขึ้นอยู่กับปีที่จดทะเบียนรถ

7. ตรวจวัดค่าควันดำ

โดยการตรวจวัดค่าควันดำด้วยระบบความทึบแสงขณะเครื่องยนต์ไม่มีภาระ ต้องมีค่าควันดำสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 และการตรวจโดยใช้กระดาษกรองค่าควันดำขณะเครื่องยนต์ไม่มีภาระ ต้องมีค่าควันดำสูงสุดไม่เกินร้อยละ 40

8. ตรวจวัดระดับเสียงจากท่อไอเสีย

ระดับเสียงของเครื่องยนต์ที่กำหนดไว้ต้องดังไม่เกิน 100 เดซิเบล จึงจะถือว่าผ่านมาตรฐาน

รถแบบไหนเสี่ยงไม่ผ่านตรอ.?

รถที่มีโอกาสเสี่ยงตรวจสภาพรถไม่ผ่าน มีหลักๆ 2 กรณี คือ

  1. รถที่รายละเอียดข้อมูลรถถูกต้องตามที่จดทะเบียน แต่มีความบกพร่องที่ซ่อมแซมแก้ไขได้ ตัวอย่างเช่น รถควันดำ ไฟหน้า–หลังไม่ติด ไฟเลี้ยวเสีย ยางหมดอายุ ยางบวม ผ้าเบรกสึกมาก เป็นต้น ซึ่งหากตรวจสภาพรถแล้วไม่ผ่าน ทาง ตรอ. จะแจ้งข้อบกพร่องว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งเจ้าของรถจะต้องดำเนินการแก้ไขภายใน 15 วัน และจะเสียค่าตรวจใหม่เพียงครึ่งเดียวของค่าบริการที่กำหนดไว้ แต่ถ้าเกิน 15 วันที่กำหนด จะต้องนำรถไปตรวจที่ ตรอ. แห่งอื่น และจะต้องเสียค่าบริการในอัตราปกติ
  2. รถที่ข้อมูลไม่ตรงกับรายการที่จดทะเบียนไว้ เช่น เปลี่ยนจากน้ำมันเป็นแก๊ส เปลี่ยนสีรถ ลักษณะรถไม่ตรงกับรายการทะเบียน เป็นต้น ต้องติดต่อที่กรมการขนส่งทางบก

ตรวจสภาพรถใช้อะไรบ้าง และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?

เอกสารที่จำเป็นต้องเตรียมในการตรวจสภาพรถ คือ เล่มทะเบียน แต่ถ้าหากไม่มีเล่มทะเบียนฉบับจริงสามารถนำสำเนาทะเบียนรถจากไฟแนนซ์ (กรณีสำเนาทะเบียนรถหาย) หรือสามารถไปทำเล่มใหม่ที่กรมขนส่งทางบกก่อนไปเข้ารับการตรวจสภาพรถได้

ในส่วนของ “ค่าใช้จ่าย” หรือค่าบริการในการตรวจสภาพรถ ณ สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) หรือกรมการขนส่งทางบก มีอัตราค่าบริการที่เท่ากัน โดยจะคิดจากน้ำหนักของรถเป็นหลัก ซึ่งแบ่งการคิดค่าบริการการตรวจได้ดังนี้

  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่า ไม่เกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 150 บาท
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่า เกิน 1,600 กิโลกรัม คันละ 250 บาท
  • รถจักรยานยนต์ คันละ 60 บาท

นอกจากค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพรถแล้ว การเปรียบเทียบประกันรถยนต์ล่วงหน้า ยังช่วยให้คุณควบคุมงบประมาณและเลือกแผนประกันที่คุ้มค่าได้มากขึ้น ซึ่งสามารถเช็กแผนความคุ้มค่า และค่าเบี้ยประกันกับรู้ใจได้ก่อนใคร แถมยังสามารถซื้อออนไลน์ได้เลย สะดวก ประหยัดเวลา พร้อมเดินทางได้อย่างไร้กังวล

สรุปแล้วการตรวจสภาพรถไม่ใช่แค่ขั้นตอนการต่อภาษีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องสำคัญทั้งด้านกฎหมายและความปลอดภัย โดยเฉพาะรถที่อายุถึงเกณฑ์ตามที่กำหนด การรู้ว่าต้องตรวจสภาพรถ ต่อภาษีเมื่อไหร่ ตรวจสภาพรถใช้อะไรบ้าง จะช่วยให้การต่อภาษีเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เสียเวลาและไม่โดนปรับ แถมยังช่วยให้มั่นใจว่ารถของเรายังพร้อมใช้งาน ปลอดภัยต่อทั้งตัวเองและคนอื่นบนท้องถนนอีกด้วย

​​สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้ เกี่ยวกับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ด้านสุขภาพ รวมถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ​ประกันภัย​ต่าง ๆ ได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือ​เพิ่มเพื่อนทาง LINE​ ได้เลย (Official LINE ID: @roojai) 

คำจำกัดความ

​​กฎกระทรวง บทบัญญัติที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงตราขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ หรือบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่มีฐานะเท่าพระราชบัญญัติ
​คาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงต่าง ๆ เช่น น้ำมัน ไอเสียรถยนต์ ส่งผลเสียต่อคุณภาพอากาศ และส่งผลเสียกับคน โดย เมื่อสูดดมเข้าไปจะไป ลดความสามารถในการขนส่งออกซิเจนในเลือด ทำให้สมองและหัวใจขาดออกซิเจนได้ง่าย