หากคุณเคยเปิดดูราคารถยนต์ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา แล้วนำมาเปรียบเทียบกับราคาขายในประเทศไทย คุณอาจรู้สึกตกใจ เพราะรถรุ่นเดียวกันกลับมีราคาสูงขึ้นในไทยเป็นหลักแสนหรือหลักล้านบาท นี่คือสารตั้งต้นของคำถามที่ว่า “ถ้าซื้อรถต่างประเทศ นําเข้าไทยเอง จะคุ้มกว่าหรือไม่?” จะต้องจ่ายอะไรเพิ่มเติมบ้าง รู้ใจ จึงจะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของรถยนต์นำเข้า ถ้าพร้อมแล้วไปทำความเข้าใจกันเลย
สนใจอ่านแค่บางเรื่อง ก็เลือกได้เลย!
- รถยนต์นำเข้า คืออะไร และมีกี่ประเภท?
- อัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ คิดยังไงบ้าง?
- นำรถยนต์เข้าไทย คิดภาษียังไง ราคาเท่าไหร่?
- ซื้อรถต่างประเทศ นําเข้าไทยเอง คุ้มหรือไม่?
รถยนต์นำเข้า คืออะไร และมีกี่ประเภท?
ก่อนจะไปทำความเข้าใจว่าทำไมรถยนต์นำเข้าในไทยถึงมีราคาแพง ต้องเข้าใจก่อนว่ารถยนต์นำเข้าแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ รถยนต์นำเข้ามือหนึ่ง และนําเข้ารถมือสอง ซึ่งทั้งสองมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
รถนำเข้ามือหนึ่ง
รถนำเข้ามือหนึ่ง หมายถึง รถยนต์ที่ต้องซื้อมือ 1 จากต่างประเทศ แล้วเอาเข้ามาใช้งานภายในประเทศไทย ซึ่งสามารถทำได้ แต่ต้องมีขั้นตอนการดำเนินการที่ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขนส่งที่ต้องแสดงเอกสารชัดเจน จนมาถึงประเทศไทยก็ต้องยื่นขอจดทะเบียนให้เรียบร้อย พร้อมกับยื่นขอตัดบัญชีรถ ซึ่งเบ็ดเสร็จออกมาจะเจอภาษีที่ค่อนข้างสูง จากราคารถที่ได้มามีโอกาสเพิ่มไปอย่างต่ำ 3 เท่าเลยทีเดียว

รถนําเข้ามือสอง
สำหรับการนําเข้ารถมือสองจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ รถยนต์ใช้แล้วและต้องการนำเข้ามาใช้งานในประเทศ กับรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้และครอบครองในขณะที่อยู่ต่างประเทศ โดยทั้งคู่จะมีความแตกต่างเรื่อง “ข้อกำหนด” เพื่อนำเข้า กับเกณฑ์ขั้นพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ด้วยเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน ก่อนจะหาทางนําเข้ารถมือสองกลับมาใช้ในประเทศไทย จึงควรรู้รายละเอียดให้ดีก่อน
- รถยนต์ใช้แล้ว (รถมือสอง) ซื้อมาเพื่อใช้งานในไทย (Used-import for personal use) หมายถึง การนำเข้ารถยนต์มือสอง หรือรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้งานแล้วจากต่างประเทศ เพื่อที่จะนำมาใช้งานในไทย ทั้งนี้ ข้อกฎหมายกำหนดว่า ตัวรถยนต์ที่ต้องการนำเข้าจะต้องเป็นรถยนต์ที่ซื้อและใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 1 ปี 6 เดือน รวมถึงผู้ที่นำเข้าเองก็ต้องเป็นผู้ที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี 6 เดือน เช่นเดียวกัน
- รถยนต์ส่วนตัวที่ใช้อยู่แล้วในต่างประเทศ (Personal vehicle previously owned abroad) หมายถึง รถยนต์ที่ได้มีการครอบครอง และถือกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของแบบเต็มตัว แล้วต้องการนำรถคันนี้มาใช้ที่เมืองไทย มีข้อกำหนดว่า รถคันนี้ต้องใช้งานมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน ในต่างประเทศ และต้องมีหลักฐานการถือครอง พร้อมวีซ่าและใบขับขี่ต่างประเทศที่ถูกต้อง
อัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ คิดยังไงบ้าง?
การคิดภาษีนำเข้ารถยนต์ จะเรียกว่า CIF (Cost+Insurance+Freight) หมายถึง ราคารถ รวมกับค่าประกันภัยและค่าขนส่งจากต่างประเทศ ทั้งยังมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนตัวอย่างการคิดอัตราภาษีนำเข้ามีดังนี้
- อากรขาเข้า – เป็นด่านแรกที่ผู้นำเข้ารถมือสองต้องเจอเมื่อรถมาถึงท่าเรือ คิดในอัตรา 80% ของราคา CIF ตัวเลขนี้เป็น “ต้นทุนหลัก” ที่ทำให้ราคารถนำเข้าแพงขึ้น
- ภาษีสรรพสามิต – คำนวณจากราคา CIF รวมกับอากรขาเข้า โดยใช้อัตรา 30-50% ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทเครื่องยนต์
- ภาษีมหาดไทย – เป็นภาษีที่นำรายได้เข้าสู่กระทรวงมหาดไทย โดยคิดจากยอดภาษีสรรพสามิตในอัตรา 10%
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) – ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เป็นภาษีที่เก็บจากยอดรวมของราคา CIF อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมหาดไทย
นำรถยนต์เข้าไทย คิดภาษียังไง ราคาเท่าไหร่?
หากราคา CIF ของรถยนต์ คือ 1,500,000 บาท รถยนต์คันนี้หากจะนำเข้าไทย ต้องเสียภาษีโดยประมาณ คือ
- ภาษีนำเข้า (คิดจาก 80% ของราคา CIF)
= 1,500,000 × 80% = 1,200,000 บาท - ภาษีสรรพสามิต คิดจาก (CIF + ภาษีนำเข้า) × อัตรา (สมมติคิด 40%)
= (1,500,000 + 1,200,000) × 40% = 1,080,000 บาท - ภาษีมหาดไทย (คิดจาก 10% ของภาษีสรรพสามิต)
= 1,080,000 × 10% = 108,000 บาท - VAT 7% คิดจาก (CIF + ภาษีนำเข้า + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีมหาดไทย)
= (1,500,000 + 1,200,000 + 1,080,000 + 108,000) × 7% = 276,360 บาท
รวมแล้วรถคันนี้ ราคาประมาณ
1,500,000 + 1,200,000 + 1,080,000 + 108,000 + 276,360 ≈ 4,164,360 บาท
(คิดเป็นประมาณ 277.6% ของราคา CIF หรือเกือบ 3 เท่า)
หมายเหตุ: การคำนวณเป็นเพียงราคาโดยประมาณเท่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าดำเนินการ, ค่าตรวจมาตรฐาน, ค่าขนส่งภายในประเทศ เป็นต้น
ซื้อรถต่างประเทศ นําเข้าไทยเอง คุ้มหรือไม่?
“คุ้มในบางกรณี แต่ไม่คุ้มสำหรับคนส่วนใหญ่” ทั้งนี้การซื้อรถต่างประเทศ นําเข้าไทยขึ้นอยู่กับเป้าหมาย งบประมาณ และความพร้อมรับความเสี่ยงของผู้ซื้อเป็นหลัก” ซึ่งรู้ใจได้รวบรวมรายละเอียดต่าง ๆ มาให้คุณทำความเข้าใจเรียบร้อยแล้ว
กรณีที่ “คุ้ม” กับการนำเข้ารถเอง
- ต้องการรถรุ่นพิเศษที่ไม่มีขายในไทย รถรุ่นพิเศษที่ไม่มีขายในไทย เช่น รถรุ่นหายาก รุ่นมาแรง/รุ่นย่อยเฉพาะตลาดต่างประเทศ รวมถึงรถสะสม รถคลาสสิคบางประเภท ในกรณีนี้ “ราคาแพง แต่ได้ของที่หาไม่ได้ในไทย” ถือว่าคุ้มในเชิงคุณค่า ไม่ใช่เชิงราคา
- รถยนต์ไฟฟ้า (EV) บางช่วงนโยบาย ในบางช่วงที่รัฐลดภาษีนําเข้ารถยนต์ไฟฟ้า รถ EV บางรุ่นเมื่อนำเข้าแล้วอาจแพงกว่าซื้อในต่างประเทศไม่มากนัก แต่ต้องเช็กนโยบายล่าสุดทุกครั้ง เพราะเปลี่ยนบ่อยมาก
- คุณมีความรู้หรือมีผู้เชี่ยวชาญดูแล เช่น บริษัทนำเข้าเฉพาะทาง ที่ปรึกษาด้านศุลกากร หรือมีประสบการณ์นำเข้าอยู่แล้ว เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการประเมินราคา เอกสาร และภาษีย้อนหลัง

กรณีที่ “ไม่คุ้ม” สำหรับคนส่วนใหญ่
- ภาษีรวมสูงกว่าที่คิดมาก แม้รถจะราคาถูกในต่างประเทศ แต่เมื่อรวมอัตราภาษีนำเข้า ภาษีนำเข้ารถยนต์ ภาษีสรรพสามิต VAT ราคาสุดท้ายมัก “แพงกว่าซื้อในไทย หรือใกล้เคียงมาก”
- ความเสี่ยงด้านภาษีศุลกากร กรมศุลกากรอาจไม่ใช้ราคาที่คุณซื้อจริง แต่จะใช้ “ราคากลาง” ที่สูงกว่า ทำให้เสียภาษีเพิ่มหลักแสนถึงหลักล้านบาท ซึ่งความเสี่ยงนี้ควบคุมยากมากโดยเฉพาะสำหรับบุคคลทั่วไป
- ปัญหาการรับประกันและศูนย์บริการ รถนำเข้าเองหรือ Grey Market ส่วนใหญ่ ไม่รับประกันศูนย์ไทย ซ่อมศูนย์อาจโดนปฏิเสธ แถมรออะไหล่นานและแพง ที่สำคัญ “ค่าใช้จ่ายระยะยาว” อาจสูงกว่าที่คิด
- ค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ เช่น ค่าขนส่งในประเทศ ค่าประกันการขนส่ง รถบางคันอาจต้องมีค่า แปลงสเปคให้ผ่านมาตรฐานไทย ค่าตรวจสภาพรถ ค่าจดทะเบียนรถ รวมแล้วอาจเพิ่มขึ้นอีก 10-30% ของราคารถ
สาเหตุหลักที่ทำให้การซื้อรถต่างประเทศแล้วนําเข้าไทยเอง มีราคาแพง คือ โครงสร้างภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ซับซ้อนหลายชั้น รวมถึงมีค่าใช้จ่ายแฝงและความเสี่ยงที่ตามมา หากคุณต้องการความสบายใจ การซื้อรถจากผู้แทนจำหน่ายในไทยอาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว แต่ถ้าต้องการรุ่นพิเศษและรับความเสี่ยงได้ การเลือกรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ
สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้ เกี่ยวกับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ด้านสุขภาพ รวมถึงเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประกันภัยต่าง ๆ ได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือเพิ่มเพื่อนทาง LINE ได้เลย (Official LINE ID: @roojai)
คำจำกัดความ
| ราคากลาง | ราคามาตรฐานที่ใช้เป็นฐานในการเปรียบเทียบ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมีความโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ |
| Grey Market | การนำเข้าสินค้าอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายหรือผู้นำเข้าที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ |