Roojai

เช็คให้ชัวร์! น้ำมันแบบไหนเหมาะกับรถคุณ เติมน้ำมันผิดทำยังไง

น้ำมันเบนซิน | น้ำมันเชื้อเพลิง | แก๊สโซฮอล์ 95 | เบนซิน 95 | รู้ใจ

การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเทรนด์ใหม่ที่มีการพูดถึงและเป็นแนวทางใหม่สำหรับการเลือกซื้อรถ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์น้ำมันยังคงเป็นยานพาหนะหลักที่ทุกคนใช้งาน ซึ่งหลายคนไม่ว่ามือใหม่หัดขับหรือขับรถมานานก็คงปวดหัวกับค่าน้ำมันแต่ละเดือนไม่ใช่น้อย รู้ใจแชร์ข้อมูลเพื่อให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกับน้ำมันแต่ละรูปแบบที่เหมาะสมกับรถยนต์ในแต่ละประเภท รถรุ่นไหนเหมาะต่อการใช้น้ำมันแบบใด เพื่อที่จะสามารถใช้รถยนต์ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และยังสามารถรักษาสมรรถนะและคุณภาพของรถเอาไว้ได้ รวมถึงทำยังไงหากเราดันเติมน้ำมันผิด!

เครื่องยนต์บางประเภทถูกออกแบบและสร้างมาสำหรับน้ำมันเบนซินแท้ไม่มีสิ่งเจือปนโดยเฉพาะ รวมไปถึงเครื่องยนต์ดีเซลบางแบบที่ต้องการรูปแบบเชื้อเพลิงที่เน้นการเผาไหม้สูง การใช้น้ำมันที่ส่วนผสมของน้ำมันอื่น ๆ เจือปนย่อมส่งผลให้การเผาไหม้ในห้องเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นผู้ขับขี่ทุกคนจึงควรทำความรู้จักกับน้ำมันในแต่ละประเภทให้ดี และรถแบบไหนที่สามารถใช้งานน้ำมันเหล่านี้ได้บ้าง

น้ำมันเชื้อเพลิงที่ขายในไทยมีอะไรบ้าง?

หากคุณคือผู้หนึ่งที่ก้าวผ่านมาจากยุค 80 คุณจะรู้ว่าประเทศไทยในช่วงเวลานั้นมีการใช้งานน้ำมันเพียงแค่ 2 กลุ่มใหญ่คือ น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ที่ในช่วงเวลานั้นคนไทยเรียกกันโดยทั่วไปว่าน้ำมันโซล่า ได้มีการพัฒนาน้ำมันขึ้นมาอีกรูปแบบโดยแตกยอดออกมาจากน้ำมันเบนซิน รู้จักกันในชื่อของ “น้ำมันเบนซินพิเศษ” หรือน้ำมันซูเปอร์ ก่อนที่จะมีการพัฒนาน้ำมันในรูปแบบใหม่ ๆ สำหรับการลดการนำเข้าน้ำมันเบนซินและดีเซล จนกระทั่งในปัจจุบันมีน้ำมันอยู่ทั้งหมด 7 รูปแบบที่มีการจำหน่ายเพื่อใช้งานในรถยนต์ดังต่อไปนี้

1. น้ำมันเบนซินธรรมดา หรือ น้ำมันเบนซิน 91

เป็นน้ำมันเบนซินสูตรดั้งเดิม พัฒนาขึ้นมาด้วยการกรองเอาสารตะกั่วออกไปเพื่อให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์และสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด สำหรับตัวเลข 91 คือค่าออกเทนหรือสารเร่งการเผาไหม้มีค่าการเผาไหม้ 91 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับการใช้งานในเครื่องยนต์เบนซินที่มีอัตราการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ เช่น รถยนต์ใช้น้ำมันเบนซินทั่วไปที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อนปี 1990

น้ำมันเบนซิน | ไบโอดีเซล | ดีเซล | รู้ใจ

2. น้ำมันเบนซินพิเศษ หรือ น้ำมันเบนซิน 95

เป็นน้ำมันเบนซินสูตรพัฒนาที่เพิ่มค่าออกเทนเข้าไปให้การเผาไหม้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทำให้การตอบสนองในการเร่งเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่เดิมเป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก และรถจักรยานยนต์ เพื่อให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ที่สูง แต่ในปัจจุบันหลายคนเลือกใช้น้ำมันประเภทนี้กับรถในทุกประเภทเพื่อการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่านั่นเอง แต่น้ำมันประเภทนี้จะมีราคาที่แพงที่สุดในท้องตลาด และคาดการณ์ว่าจะเลิกผลิตแล้วในเร็ว ๆ นี้

3. แก๊สโซฮอล์ 91

หลังจากการสู้รบกันในสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 2533 และวิกฤตการณ์น้ำมันที่เกิดในช่วงปลายปี 2540 ได้มีการค้นหาพลังงานทดแทนเพื่อลดราคาน้ำมันลงมาให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ จึงเป็นที่มาของการคิดค้นสูตรน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ 91 ที่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์เข้าไปในอัตรา 9 ต่อ 1 โดยสามารถใช้กับรถยนต์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้กับน้ำมันประเภทนี้เท่านั้น รวมไปถึงรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่นับจากปี 2000 เป็นต้นมา

4. แก๊สโซฮอล์ 95

เป็นการพัฒนารูปแบบน้ำมันเพื่อช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์มากขึ้น และยังมีการเติมเอทิลแอลกอฮอล์เข้าไปในส่วนผสม ช่วยให้ราคาของน้ำมันถูกลงและยังคงประสิทธิภาพในการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ สูตรผสมคือน้ำมันเบนซิน 95 ผสมกับเอทิลแอลกอฮอล์ในอัตรา 9 ต่อ 1 เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ผลิตมาเพื่อใช้น้ำมันรุ่นนี้เท่านั้น และที่สำคัญเมื่อมีการผสมเอทิลแอลกอฮอล์จะทำให้น้ำมันระเหยง่าย จึงต้องนำไปใช้งานกับรถที่มีการออกแบบถังน้ำมันมาเฉพาะแบบเท่านั้น

5. แก๊สโซฮอล์ E20

อีกหนึ่งนวัตกรรมสำหรับการขับขี่ในรูปแบบใหม่กับการพัฒนาน้ำมันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จนเป็นที่มาของสูตรน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 โดยเป็นสูตรที่มุ่งเน้นไปยังการนำเอาเอทิลแอลกอฮอล์มาใช้งานเพื่อทดแทนการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้น โดยอัตราส่วนในการผสมจะเป็นน้ำมันเบนซิน 80 เปอร์เซ็นต์ผสมกับเอทิลแอลกอฮอล์อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นรถที่จะสามารถใช้งานน้ำมันเหล่านี้ได้จะต้องถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงมักมีข้อห้ามไม่ควรนำรถรุ่นเก่ากว่าปี 2540 มาใช้น้ำมันนี้เพราะอาจทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์และเครื่องยนต์อาจมีการสะดุดได้ 

น้ำมันเบนซิน | น้ำมันดีเซล | รถเราเหมาะกับน้ำมันแบบไหน | รู้ใจ

6. แก๊สโซฮอล์ E85

เป็นน้ำมันเบนซินที่ถูกออกแบบมาเพื่ออนาคต โดยมุ่งเน้นไปยังการใช้พลังงานจากน้ำมันที่น้อยลงและใช้เชื้อเพลิงจากแอลกอฮอล์มากขึ้น โดยส่วนผสมที่สำคัญสำหรับการใช้งานน้ำมันประเภทนี้คือน้ำมันเบนซิน เพียงแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ผสมกับเอทิลแอลกอฮอล์สูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ โดยเชื่อว่าเป็นน้ำมันที่มีการเผาไหม้ที่ดีมาก ผลที่ตามมาคือการเผาไหม้ที่สูงทำให้น้ำมันหมดเร็วมาก  และที่สำคัญมีรถยนต์ไม่กี่ประเภทที่สามารถใช้งานน้ำมันในรูปแบบนี้ได้

7. ไบโอดีเซล

พัฒนาต่อยอดจากน้ำมันดีเซลที่เคยใช้งานอยู่ทั่วไป เมื่อเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนจึงมีการออกแบบน้ำมันใหม่เพื่อคงราคาของน้ำมันดีเซลไม่ให้สูงจนเกินไป โดยในปัจจุบันมีน้ำมันไบโอดีเซลอยู่ 2 รูปแบบคือ น้ำมันดีเซล B7 และ น้ำมันดีเซล B20 โดยที่ความแตกต่างคือ ส่วนผสมของน้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ หรือ น้ำมันเหลือใช้ผสมกับน้ำมันดีเซลบริสุทธิ์ คิดเป็นอัตราส่วน 7 เปอร์เซ็นต์ และ  20 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับนั่นเอง

เติมน้ำมันผิดแบบไหนที่อันตราย

การเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำมันแต่ละประเภทนั้นมีไว้เพื่อทำความเข้าใจว่ารถยนต์ของคุณเหมาะกับน้ำมันประเภทไหน และไม่ควรใช้น้ำมันแบบใด โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือการที่เติมน้ำมันผิดประเภท โดยเฉพาะกับรถในกลุ่ม SUV ที่มีลักษณะคล้ายกันมาก แต่การใช้น้ำมันของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน เช่น SUV ของค่าย Isuzu ยังคงใช้น้ำมันดีเซลได้ ถ้าเป็นรถ SUV ของค่ายฮอนด้าหรือโตโยต้าจะใช้น้ำมันเบนซิน

สิ่งที่เป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์ของคุณคือการเติมน้ำมันข้ามรูปแบบ เช่น จากต้องเติมเบนซิน 91 มาเป็น E85 อาจมีปัญหาในเรื่องของการเผาไหม้อยู่บ้าง แต่กระนั้นเมื่อคุณใช้งานจนหมดแล้วก็สามารถกลับมาเติมน้ำมันในรูปแบบเดิมได้อีกครั้ง แต่ถ้าเป็นการเติมน้ำมันผิดกลุ่มจะต้องรีบถ่ายน้ำมันออกมาโดยทันที ห้ามสตาร์ตเครื่องให้น้ำมันเข้าไปในเครื่องยนต์เลยแม้แต่น้อยดีที่สุด

ต้องทำอย่างไรหากเติมน้ำมันผิด!

หากรู้ตัวว่าเติมน้ำมันผิด สิ่งที่ไม่ควรทำในทันทีคือการสตาร์ตรถ เพราะว่าถ้าคุณสตาร์ตรถและใช้งานรถไปจะเกิดปัญหาต่อสภาพเครื่อง หากเริ่มสตาร์ตรถไปบ้างแล้วให้รีบดับเครื่องในทันที จากนั้นให้ทำการนำน้ำมันที่เติมผิดนั้นออกจากถังน้ำมันในทันที จนกระทั่งน้ำมันที่เติมผิดนั้นหมดหรือเหลือน้ำมันให้น้อยที่สุด จากนั้นให้เติมน้ำมันที่ถูกต้องเข้าไปเพื่อเจือจางและทำการสตาร์ตรถพร้อมกับติดเครื่องอยู่กับที่สักพัก อย่าเพิ่งขับเคลื่อนโดยเด็ดขาด! เพราะน้ำมันที่เติมผิดอาจตกค้าง ต้องรอให้ถูกเผาไหม้ไปจนหมด แล้วค่อยใช้งานรถต่อไป

เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างการเติมน้ำมันผิด การเรียนรู้ถึงประเภทน้ำมันที่เหมาะสมกับรถของคุณ จะช่วยหลีกเลี่ยงให้รถของคุณไม่ได้รับความเสียหาย ในทำนองเดียวกันการมีประกันรถยนต์ดี ๆ ก็จะช่วยให้คุณอุ่นใจได้มากกว่า ว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดบนท้องถนน อย่างรถเสีย น้ำมันหมด แบตเสีย ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนหรือเมื่อไหร่ ก็พร้อมมีคนดูแลคุณ เพราะรู้ใจเตรียมสแตนด์บายให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนเตรียมไว้ให้คุณตลอด 24 ชม. ทั่วประเทศไทย เคลมง่าย พร้อมรับประกันคุณภาพงานซ่อมนานถึง 12 เดือนอีกด้วย

สามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมถึงประกันภัยออนไลน์ต่าง ๆ จากรู้ใจได้ที่ Facebook Page: Roojai หรือคลิกที่นี่เพื่อเพิ่มเราเป็นเพื่อนใน LINE ได้เลย (Official Line ID: @roojai)